2/27/2556

Queer Love in the Time of War and Shopping



รักสีรุ้งท่ามกลางสงคราม
และการจับจ่าย

แปลโดย ดร.นฤพนธ์  ด้วงวิเศษ จากMartin F. Manalansan IV. “Queer Love in the Time of War and Shopping” in Haggerty, George E. and McGarry, Molly (eds.) A Companion to Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender, and Queer Studies. Malden, MA.: Blackwell. 2007. Pp.77-86.


ความรักอาจเป็นความคิดที่ทำให้เกิดสิ่งดีๆในบทความนี้ แต่ความรักเป็นเรื่องที่ไม่มีเอกภาพและหยอกย้อน  บทความนี้เขียนเสร็จก่อนวันวาเลนไทน์เพียงไม่กี่อาทิตย์  ผมอยากให้มันเสร็จก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าผมจะไม่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนที่เฉยเมยต่อการวิวาห์ระหว่างความรักกับการค้า   อย่างไรก็ตาม ด้วยจิตวิญญาณของความสนุกสนานและความประชดประชันของความรัก  ผมได้ย้ำให้เห็นถึงความเกี่ยวโยงกันระหว่างบทความนี้กับเรื่องราวของการใคร่ครวญและการวิพากษ์เกี่ยวกับความรัก
ผมเขียนเรื่องราวสองเรื่องที่เกี่ยวโยงกัน แต่เขียนด้วยความคิดที่ต่างกัน  เรื่องแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับภาพยนตร์ Brokeback Mountain ที่โด่งดัง  การตีความหนังเรื่องนี้จะมุ่งไปที่เรื่องข้อจำกัดและความเป็นไปได้ของความรักในฐานะเป็นวาทกรรมที่ถูกสร้างทางวัฒนธรรม และในฐานะเป็นเรื่องทางการเมืองที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม   การตีความนี้จะเชื่อมโยงหนังเข้ากับบริบททางวัฒนธรรมภายใต้ความคิดแบบทุนนิยมเสรีใหม่ หรือ Neoliberal Capitalist
การตีความเนื้อหาในหนังเรื่องนี้เป็นการนำไปสู่สิ่งที่น่าปรารถนามากกว่านั้น ซึ่งเป็นเป้าหมายอย่างที่สองซึ่งอยู่นอกขอบเขตบทความเรื่องนี้ นั่นคือการประเมินและการวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านภูมิทัศน์ทางการเมืองและวัฒนธรรมของสิ่งที่ผู้คนเรียกว่า “หนังชาวสีรุ้งอเมริกัน” (LGBT)  การใช้คำว่า “สีรุ้ง” ที่นี้ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้อัตลักษณ์และปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงไป  แต่ผมกำลังใช้คำรวมๆเพื่อที่ลดความซับซ้อนและความสับสนของโลกที่บังเกิดขึ้นในช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่าน่าภาคภูมิใจ นั่นคือเหตุการณ์จราจลที่สโตนวอลล์ครั้งที่สอง ซึ่ง รุนแรงน้อยกว่า แต่สงบมากกว่า  เป็นเมืองน้อยกว่า แต่มีความเป็นชานเมืองมากกว่า แปลกแยกน้อยกว่าและดูเหมือนกับคนทั่วไปมากกว่า   กล่าวคือ เราเห็นโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกับเสรีนิยมใหม่กระแสหลัก ซึ่งกำลังทำให้สถาบัน พฤติกรรมและความปรารถนาของชาวสีรุ้งกลายเป็นเรื่องชาชินและปกติธรรมดา
คำว่า “Queer Love” เป็นคำที่เสียดสีที่บ่งบอกถึง ความรักของเกย์ที่เกิดขึ้นกับตัวละครในหนัง Brokeback Mountain  ระหว่างคู่รักที่ไม่สมหวัง เอ็นนิสและแจ็ค แสดงโดยฮีต เลดเจอร์และเจ็ค กิลเลนฮัล   บทความนี้ต้องการที่จะตรวจสอบความคิดเกี่ยวกับความรักเชิงการค้าและน่าเบื่อของฮอลลีวู้ดที่ปรากฎอยู่ในหนัง  นักวิจารณ์หนังคนหนึ่งเรียกหนังเรื่องนี้ว่า “เป็นหนังรักเหมือนกับหนังทั่วไป”  ในขณะที่โฆษณาหนังเรื่องนี้ระบุว่า “หนังเรื่องนี้นำหัวใจอเมริกามาเจอกัน”   แอนโทนี เลน วิจารณ์หนังเรื่องนี้โดยโต้แย้งว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังคาวบอย หรือมิใช่หนังเกย์ แต่มันเป็นหนังรัก
เรื่องที่บทความนี้ให้ความสนใจคือการตรวจสอบคำอธิบายเกี่ยวกับความรักและโรแมนติกที่อยู่ในหนัง ในขณะที่ “ความรัก” คือยี่ห้อที่ถูกใช้มากในวาทกรรมกระแสหลักและวาทกรรมสีรุ้ง  อย่างน้อยในช่วงต้นทศวรรษ 1990 เป็นต้นไป ในสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มีการประเมินเชิงวิพากษ์และการทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับความรัก โดยเฉพาะความรักแบบโรแมนติก   นักทฤษฎีเฟมินิสต์และเควียร์ เช่น ลอเรน เบอร์แลนต์(1998)  ลอร่า คิปนิส(2003) และสตีเฟ่น ซีดแมน(1990)  เคยนำเรื่องความรักมาวิจารณ์ ซึ่งไม่ใช่การชื่นชมหรือเยินยอปฏิบัติการทางวัฒนธรรมและทางความรู้สึกเช่นนี้  หลังจากนั้น ผมก็เริ่มสนใจเรื่องความรัก เข้าร่วมทีมกับนักภูมิศาสตร์วัฒนธรรม เช่น เบลล์และเบนนี่  ทำไมต้องทำเรื่องความรัก ทำไมต้องตอนนี้ หนังเรื่อง Brokeback Mountain เป็นตัวแทนอารมณ์หรือบรรยากาศทางสังคมได้อย่างไร   มีวิธีคิดถึงหนังเรื่องนี้แบบไหนบ้างที่เชื่อมโยงกับความหล่อแหลมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาปัจจุบันของเรา เช่น  สงคราม การบริโภค และการต่อสู้เพื่อสิทธิและความยุติธรรมของชาวสีรุ้ง   ผมจะนำบทความนี้มาสะท้อนปรากฎการณ์ดังกล่าวและพิจารณาว่าเป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดการวิพากษ์ความคิดเรื่องความรัก ทั้งในแง่ของอุดมการณ์และปฏิบัติการของชาวสีรุ้งซึ่งมีศักยภาพในเชิงปฏิวัติ   ผมจะวิเคราะห์โดยใช้มุมมองแบบเฟมินสิต์และเควียร์ซึ่งวิจารณ์เรื่องความรักจากอุดมการณ์ที่สับสนไปสู่การขับเคลื่อนเพื่อจัดตั้งโครงสร้างและอนาคตที่เป็นประชาธิปไตยที่เป็นไปได้
วัฒนธรรมและการเมืองกระแสหลักของเกย์ เลสเบี้ยน ไบเซ็กช่วลและคนข้ามเพศ จะปรากฎอยู่ในบทความนี้  การศึกษาก่อนหน้านี้ของผม  ผมเคยชี้ให้เห็นว่าประเด็นเชื้อชาติกลายเป็นเรื่องที่ได้รับอันตรายจากเกย์และเลสเบี้ยนกระแสหลัก และมีการสมคบกับพลังแห่งเสรีนิยมใหม่ เช่น รัฐ และนายทุน  ผมเคยโต้แย้งว่าการหายไปของเชื้อชาติเป็นเรื่องปกติมากกว่าการแสวงหาความเป็นสากลและความเป็นวัตถุวิสัยของการไร้สีผิว  ในปัจจุบัน การวิจารณ์การเมืองเชิงอัตลักษณ์ ภายใต้ความคิดแบบโพสต์มอเดิร์น และการมาถึงของเควียร์ กลายเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ในฐานะเป็นการเติบโตทางการเมืองและวัฒนธรรม   ความพยายามมากมายที่มีต่อการลบล้างสิ่งที่เรียกว่า “ความถูกต้องทางการเมือง”  กับการเน้นย้ำเรื่องข้อมูลเชิงประจักษ์และ “วัตถุ” อาจเป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวกัน   แต่ผมขอชี้แจงว่าการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวนี้ โดยเฉพาะในวงวิชาการ อาจย้อนกลับไปดูการก่อตัวของวัฒนธรรม เศรษฐกิจและสิทธิพิเศษทางการเมืองของคนผิวขาว และการมองว่าเรื่องเชื้อชาติ ชนชั้น เพศสภาพ และเพศวิถี เป็นสิ่งตอบสนองทางการค้า   ผมไม่ต้องการจะอธิบายลักษณะของการล่มสลายทางปัญญาในช่วงที่ผ่านมา  ความต้องการที่มาจากรัฐบาลบุชและเจ้าหน้าที่ในมหาวิทยาลัยที่มีหัวอนุรักษ์นิยมซึ่งอยากกลับไปหาโครงการวิจัยที่เหมือนยุคสงครามเย็น โดยเฉพาะการศึกษาแบบเขตพื้นที่และอเมริกันศึกษาแบบเก่าๆ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่ามีบรรยากาศของการเปลี่ยนแบบรวดเร็ว
ประการแรก ผมใส่เสื้อคลุมผ่าตัดและผ่าเนื้อหนังของภาพยนตร์ จากนั้น ผมจะศึกษาวิธีการรับรู้และการแพร่กระจายของหนังพร้อมๆกับทำความเข้าใจแก่นเรื่อง บริบท และบุคลิกของหนัง  ท้ายสุด ผมจะพิจารณาตัวหนังในฐานะที่สัมพันธ์กับการผลิตทางวัฒนธรรมและบริบททางการเมือง ผมจะชี้ว่าภาพยนตร์เป็น “อาการ”ของปฏิบัติการของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อมวลชนแบบเสรีนิยมใหม่อย่างไร  และภาพยนตร์นี้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่าการเปลี่ยนผ่านของขบวนการเคลื่อนไหวของชาวสีรุ้งอย่างไร  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ภาพยนตร์นี้เป็นการเฉยเมยต่อตลาดกระแสหลักและการทำให้การเมืองของชาวสีรุ้งกลายเป็นเรื่องชาชินและคุ้นหูคุ้นตา โดยผ่านการหยิบยืมคำและกิริยาอาการแบบความรักของชนชั้นกลางมาใช้   โดยสรุปคือ ผมจะชี้ให้เห็นถึงการตีความอำนาจที่ซ่อนอยู่ในภาพยนตร์ และสะท้อนให้เห็นความคิดเกี่ยวกับความรักที่ก้าวหน้าและแตกต่างซึ่งมาจากสายตาของผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการที่ชอบวิพากษ์

เสพสังวาสแบบชนชั้นสูง”  ความรักของคาวบอยและการบุกเบิกดินแดนและเวลา

                ถ้าหนังเรื่อง  Brokeback Mountain  เป็นทั้งโรมแนติก หรือ เป็นรักโรแมนติกแบบหนังเรื่องอื่นๆ  หนังเรื่องนี้ก็จะเป็นการก่อตัวตนที่มีแก่นสารของลัทธิและปฏิบัติการแห่งเสรีนิยมใหม่   ความจริงที่ว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังรักอาจจะเป็นการถึกถักเอาเอง แต่ ความน่าเบื่อของหนังไม่ได้ทำให้หนังไร้อันตรายหรือไม่น่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องการทำหนังความรักของชาวเกย์ให้กลายเป็นเรื่องที่คุ้นตาและทำให้คนผิวขาวเป็นพวกที่มีสิทธิพิเศษตามการเมืองวัฒนธรรมของเสรีนิยมใหม่
                เรื่องราวเกิดขึ้นในทุ่งเลี้ยงแกะบนเทือกเขาสูงของรัฐไวโอมิง  แจ็คและเอนนิสจุดประกายในคราบคาวบอยที่เป็นแม่แบบของอเมริกัน  คาวบอยจะเป็นภาพลักษณ์หลักของภาพยนตร์ซึ่งถูกมองข้ามไปในสายตาของนักวิจารณ์บางคนซึ่งบ่งคิดว่าตัวละครหลักสองตัวนี้เป็นคนเลี้ยงสัตว์ มิใช่คาวบอย  อะไรคือคนเลี้ยงสัตว์ อะไรคือคาวบอย ชื่อเหล่านี้คืออะไร   จากเรื่องสั้นของแอนนี โพรลซ์ ที่หนังเรื่องนี้นำมาดัดแปลง มีการกล่าวถึงคนเลี้ยงสัตว์ชาวชิลีซึ่งคอยติดตามดูแลฝูงแกะในเขตที่มีภูเขาล้อมรอบ  ในภาพยนตร์ เราจะเห็นคนเลี้ยงสัตว์ชาวชิลีเพียงนิดเดียว โดยเขาจะนุ่งเสื้อผ้าที่มีเอกลักษณ์และพูดภาษาสเปน  ตัวละครหลักจะถูกสร้างขึ้นแยกออกจากกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์ชาวชิลี ทั้งนี้มิใช่เพราะความเป็นคนผิวขาว แต่เพราะการแต่งกายและความเป็นชายที่อยู่ป่าเขาลำเนาไพร่  การสร้างตัวละครแบบนี้ทำให้เกิดการแบ่งช่วงชั้นสูงต่ำระหว่างคนผิวขาวกับคนอื่นที่ไม่ใช่ผิวขาว
                ความแตกต่างระหว่างคนเลี้ยงสัตว์กับคาวบอยในการรับรู้ของคนทั่วไปต่อหนังเรื่องนี้ ทำให้เกิดการสร้างความแตกต่างทางเชื้อชาติและเป็นธรรมชาติ  เป็นการสร้างรหัสของเพศสภาพและการสร้างอำนาจให้กับคนผิวขาว ขณะที่ทำให้คนผิวสีอื่นเป็นคนชายขอบ  สิ่งนี้คือเครื่องหมายทางการตลาดของภาพยนตร์ จริงๆแล้ว คาวบอยมีตัวตนมายาวนานในจินตนาการและความคิดต่างๆของชาวอเมริกัน ส่วนในหนังเรื่องนี้ คาวบอยจะเป็นเครื่องมือที่ทำหน้าที่สร้างความเป็นชายแบบธรรมชาติให้กับตัวละครหลักสองตัว  คำพูดและท่าทางของ “คนเลี้ยงสัตว์” ไม่ค่อยปรากฎให้เห็นในภาพโฆษณาเกี่ยวกับตัวละครทั้งสอง  ความรักของคนเลี้ยงสัตว์จะไม่ใช่จุดขาย และมิใช่หัวใจหลักของอเมริกาเหมือนกับความรักของคาวบอย
หนังให้ความสนใจตัวละครเอนนิสมากกว่า (แสดงโดยฮีต เลดเจอร์) ตัวละครนี้มีลักษณะเงียบขรึม พูดน้อย สั้นกระชับ และแสดงท่าทางเจ้าระเบียบซึ่งสะท้อนภาพความเป็นชายที่มีเสน่ห์และขี้เหงา เป็นบุคลิกภาพเชิงอดุมคติสำหรับคนที่อยู่ในดินแดนที่ทุรกันดาร  ตัวละครนี้มีบุคลิกภาพที่ถูกควบคุมและเป็นชนชั้นสูงที่เย็นชา ซึ่งทำให้การดิ้นรนหาความรักของตัวละครเอนนิสและแจ็คเป็นไปอย่างราบรื่น  ความเป็นชายที่ไม่น่าสงสัยของทั้งคู่เชื่อมโยงกับการอยู่อย่างโดดเดี่ยวในทางเวลาและสถานที่  สิ่งนี้ทำให้เกิดเรื่องราวที่น่าพอใจโดยนำเสนอในแบบรักโรแมนติก
นักทฤษฎีสังคม แอนโทนี กิดเด็นส์ แนะนำว่าความรักใคร่คือเรื่องของการบุกเบิกเวลา โดยเฉพาะเวลาในอนาคต  กิดเด็นส์ชี้ว่าการตระหนักรู้ถึงความรักคือการยักย้ายของสตรี และความพยายามที่จะควบคุมเส้นทางของความรักและทำให้มันเป็นเรื่องของอนาคตที่มองเห็นเกี่ยวกับความสุขสมหวัง   กิดเด็นส์เสนอว่าสิ่งนี้คือยุทธวิธีของพวกเน้นความรู้สึก    ที่เกิดกับสตรีเพศซึ่งทำให้ตัวเองเป็นผู้ที่ควบคุมตัวเองได้ ในขณะเดียวกันก็ทำให้ตัวเองถูกผลักตกขอบ   ผมจะมองต่างไปจากกิดเด็นส์โดยทำให้การบุกเบิกครอบครองนั้นแยกตัวออกมาและชี้ให้เห็นการสื่อความหมายที่สำคัญ ซึ่งเกี่ยวกับการกำจัดพื้นที่และตัวตนของคนผิวสี  ประเด็นนี้เกี่ยวกับความคิดเรื่องการครอบครองที่ผมต้องการวิเคราะห์ในบทความนี้
                ในหนัง  ความรักระหว่างเอนนิสและแจ็คถูกวางกรอบให้เป็นเรื่อง “ส่วนตัว”ระหว่างผู้ชายสองคน   ถูกปกป้องโดยดินแดนที่เต็มไปด้วยลำธารที่ไหลเชี่ยวและทิวทัศน์ที่ยิ่งใหญ่  ทัศนียภาพทำให้คิดถึงสัญลักษณ์ของเรื่องราวความรักที่ไร้กาลเวลา และทำให้คิดถึงความสัมพันธ์ทางเพศแบบลับๆ  ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือท่าทาง ทั้งเอนนิสและแจ็คไม่แสดงตัวว่าอยู่ในโลกความจริงที่สับสน (ครอบครัว สตรีเพศ และคนผิวสี)  ทั้งคู่อยู่ห่างจากความไร้ระเบียบของประวัติศาสตร์  การแยกตัวโดดเดี่ยวทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์นี้คือศูนย์กลางของเรื่องเล่า    ความรักของเอนนิสและแจ็คคือสิ่งที่พบได้ตั้งแต่เริ่มต้นในฐานะเป็นการดิ้นรนที่จะทำเพื่อตัวเอง ถึงแม้ว่าจะไร้ประโยชน์ แต่มันก็กลายเป็นเรื่องหลีกหนีไปจากโลกความจริงที่ชวนฝัน
                การป้องกันเรื่องราวจากประวัติศาสตร์ที่สับสน เกิดขึ้นชัดเจนเมื่อหนังเริ่มต้นด้วยความรักตามช่วงเวลาปฏิทิน หนังเริ่มในช่วงทศวรรษ 1960 และดำเนินเรื่องไปจนถึงทศวรรษ 1970 อย่างเชื่องช้าแบบไร้เหตุผล หลีกเลี่ยงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น สงครามเวียดนาม การเคลื่อนไหวด้านสิทธิ การสำรวจดวงจันทร์ และการปฏิวัติทางเพศ  จริงๆแล้ว หนังเรื่องนี้เกิดขึ้นเสมือนเป็นการสร้างภูมิประเทศเทือกเขาโบรคแบ็คให้กับแจ็คและเอนนิสไว้สำหรับทำเรื่องส่วนตัวแบบชาวบ้านโดยปราศจากเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และความแตกต่างทางสังคม
                ความคิดเกี่ยวกับการครอบครองเวลาคือสิ่งที่สำคัญต่อเรื่องเล่าความรัก เพราะมันทำให้คนดูเห็นคาวบอยสองคนในภาพลักษณ์คนที่มีความรักเช่นเดียวกับคู่รักที่พอใจกันและกันซึ่งไม่สนใจบริบททางประวัติศาสตร์ที่แวดล้อมชีวิตของเขาอยู่  อย่างไรก็ตาม  เอนนิสและแจ็คไม่มีเอกภาพในเรื่องราวของตัวเอง  ผมคิดถึงคู่รักอื่นๆที่ไม่มีโอกาสเหมือนคู่นี้ คู่รักที่อยู่ในช่วงเวลาและสถานที่อื่น  ลองคิดดูว่าชายที่ “รัก” ชาย หรือ อย่างน้อยมีเซ็กส์กับชายด้วยกัน ซึ่งไม่ได้นิยามว่าตนเองเป็นเกย์ปรากฎขึ้นมาช้านานแล้ว และแม้แต่หลังจากเหตุการณ์สโตนวอลล์ที่เป็นตำนานซึ่งปูทางในยุคที่มีการสร้างอัตลักษณ์เกย์เชิงการเมือง 
                ในทศวรรษ 1980  ระหว่างการแพร่ระบาดหนักของเอดส์ ศูนย์ควบคุมโรคเกิดขึ้นภายใต้แรงกดดันของนักเคลื่อนไหวและนักวิชาการที่บัญญัติศัพท์คำว่า “ชายรักชาย” หรือ ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย  คนกลุ่มนี้มีพฤติกรรมที่ไม่ยุ่งเหยิงจากอัตลักษณ์ของตัวเอง  ซึ่งถูกมองว่าเป็นคนแปลกประหลาดที่เชื่อมโยงถึงความคิดในช่วงเวลานั้น  ในหลายๆกรณี ชายกลุ่มนี้เป็นคนอพยพ และ/หรือ เป็นคนผิวสี  ไม่นานนี้ พวกเขาเป็นคนอเมริกัน-แอฟริกันที่อ่อนไหวและหวาดกลัว ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นแรงงานและแสดงออกแบบผู้ชายซึ่งยินยอมที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศกับชายด้วยกัน  พวกเขาถูกเรียกว่า “คนต่ำ”  ทั้งผู้ชายรักชายและคนต่ำ ถูกเบียดขับให้อยู่ชายขอบซึ่งถูกนำมารวมกันโดยสื่อภายใต้การจัดประเภทที่บ่งบอกว่าพวกเขาเป็นคนที่อยู่ผิดที่ผิดทาง อยู่นอกกาลเวลา และอยู่นอกเรื่องแต่งของโลกสมัยใหม่   โดยปกติ พวกเขาถูกมองว่าเป็นร่องรอยของประเพณี  ล้าหลังต่อความคิดเรื่องเพศที่เป็นสากล  ทางที่ดีที่สุด  พวกเขาเป็นเหยื่อของบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมที่ต้องได้รับการศึกษาและช่วยเหลือ ทางที่แย่ที่สุด พวกเขาเป็นพวกหลอกลวง รังเกียจ และไม่ชอบตัวเองอยู่ลึกๆซึ่งต้องการแสวงหาโลกที่ดี  ทั้งคนต่ำและชายรักชายถูกมองว่าเป็นผู้ชายที่เป็นผิวสีและล้มเหลว ซึ่งถูกวางให้อยู่ในตำแหน่งชายขอบและถูกกดขี่ในการจำแนกประเภทของ “ความเป็นชาย”  และในลำดับขั้นพัฒนาการระยะแรกๆของการศึกษาเหตุผลของสมัยใหม่
                ผมอยากเสนอว่าคู่รักในหนัง Brokeback ไม่ได้แสดงในแบบเดียวกับชายรักชาย หรือ คนต่ำ แต่แสดงต่างไปจากคนผิวสี แจ็คและเอนนิสไม่ได้อยู่ในเวลาประวัติศาสตร์ แต่อยู่ในเวลาโรแมนติก   คู่รักคู่นี้ไม่ต้องการเดินตามลำดับเวลา หรือเดินตามพัฒนาการปกติ   พวกเขาไม่ต้องการอยู่ในช่วงชั้นของอัตลักษณ์และความเป็นบุคคล   ฉนวนหรือการปกป้องของพวกเขาถูกสร้างให้เป็นไปได้โดยอาศัยการเคลื่อนตัวที่เกิดจากความแตกต่าง  นั่นคือ ลำดับชั้นของพรมแดนที่เป็นเชื้อชาติและพื้นที่ของร่างกายผู้ชายที่เป็นผิวสี
                ในภาพยนตร์ แจ็ค ซึ่งแสดงโดยเจ็ค กิลเลนฮัล เดินทางไปยังเมืองชายแดนเม็กซิโก ที่ซึ่งเป็นฉากเดียวที่เขาเดินอยู่ท่ามกลางความสกปรกและเสียงอึกทึกของสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมที่ต่างไป  เขาเข้าไปในตรอกแคบๆ ที่ซึ่งมีชายชาวเม็กซิกันกำลังพิงอยู่ในเงามืด    แจ็คเข้าไปหาชายคนหนึ่งที่ไม่มีท่าทางเป็นชาย และชายคนนี้ก็ถามเขาว่า “เป็นไงพ่อหนุ่ม” แล้วแจ็คก็พยักหน้า   หลังจากนั้นพวกเขาก็เดินไปด้วยกันและหายเข้าไปในความมืด   เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นในฉากสุดท้ายและมีความสำคัญ ระหว่างคู่รัก เมื่อเอนนิส (แสดงโดยฮีต เลดเจอร์) รู้สึกโกรธที่แจ็คไปเม็กซิโกเพื่อหาความสุขทางเพศ ซึ่งเอนนิสพูดว่า “ผมรู้ว่าพวกเขาไปเม็กซิโกเพื่อหาหนุ่มๆเหมือนกับคุณ”
                สิ่งบ่งบอกเกี่ยวกับเม็กซิโกในฐานะเป็นพื้นที่ของความเบี่ยงเบนและเป็นสถานที่ตรงข้ามกับที่หลบซ่อนในไวโอมิง (ภาพยนตร์ถ่ายทำในเขตภาคเหนือของแคนาดา) ซึ่งเป็นที่พักพิงของคู่รักคู่นี้ ซึ่งเปรียบเป็นโศกนาฎกรรมแบบดั้งเดิม มีความโดดเดี่ยวในเขตแดนทางวัฒนธรรมและกาลเวลา  ความรักของพวกเขาเป็นแต่งและเป็นอุปมาอุปไมย ที่ถูกเชิดชูโดยคนผิวขาว และถูกจดจำในภาพถ่ายที่บริสุทธิ์  เม็กซิโกอยู่ตรงข้ามกับความเป็นคนขาว ความสงบเงียบ ความสว่าง และความกว้างใหญ่แห่งโบรคแบ็ค   ไม่เพียงเม็กซิโกจะถูกทำให้กลายเป็นสีน้ำตาล มันจะถูกทำให้เป็นความวปั่นป่วน ความสกปรก ความมืดมัว ความแคบ และความยากลำบาก  ซึ่งอยู่ชายขอบพร้อมกับเศษซากทางประวัติศาสตร์
                ผมอยากชี้ว่าการครอบครองพื้นที่และเวลาดังกล่าวนี้ ทำให้ผู้ชมมองเห็นภาพเสมือนเกี่ยวกับความรักของเกย์ในแบบเสรีนิยมใหม่   ภาพเสมือนนี้ถูกสร้างมาจากตัวแบบของปัจเจกนิยมในยุคการค้าซึ่งปฏิบัติการบนความคิดเรื่องความเป็นสากล  ( Universalism) และความคล้ายกันซึ่งถูกสร้างเพื่อทดแทนความไม่เท่าเทียมกันทางเชื้อชาติและเศรษฐกิจ   กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ  เราถูกหยิบยืนในสิ่งที่เป็นโศฏนาฎกรรมแห่งวีรบุรุษและการไถ่ถอนที่เกิดขึ้นโดยอาศัยการละทิ้งเรื่องเพศสภาพ สีผิว ชนชั้น และความแตกต่างทางชาติพันธุ์  ในขณะที่ผู้คนอาจแย้งว่าเอนนิสคือคำสรุปเกี่ยวกับชนชั้นแรงงานผิวขาว หรือวัฒนธรรมของคนไร้ค่าผิวขาว  สถานะชายขอบแบบนี้คือสิ่งชดเชยโดยการเป็นคนผิวขาวที่มีสิทธิพิเศษ

สงครามของใคร ? สงครามไหน ?

                การถกเถียงต่อไป จะชี้ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะมองภาพยนตร์เรื่องนี้ให้สัมพันธ์กับสถานที่ของภาพยนตร์ในช่วงเวลาของการผลิตสร้างทางวัฒนธรรมในปัจจุบัน  ภาพยนตร์เรื่องนี้มิใช่ภาพยนตร์ที่มีลักษณะเฉพาะที่บอกช่วงเวลาของชาวสีรุ้งในปัจจุบัน   ความจริงคือ ภาพยนตร์อยู่ในชุดเดียวกับการผลิตทางวัฒนธรรมที่คล้ายกัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาของชาวสีรุ้ง เช่น เรื่อง Queer as Folk   และ Queer Eye for the Straight Guy  ในช่วงแรกๆของบทความ ผมชี้ว่าการผลิตสร้างทางวัฒนธรรมเกย์กระแสหลัก เช่นภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการเฉยเมยพร้อมกับการทำให้ชุมชนคนรักเพศเดียวกันเป็นเรื่องปกติ    การทำให้กระจ่างต่อเรื่องนี้ก็คือ การชี้ให้เห็นว่ากระบวนการเสรีนิยมใหม่ถูกทำให้เกิดขึ้นโดยการเมืองเรื่องเพศที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งลิซ่า ดักแกนเรียกว่า “บรรทัดฐานของรักเพศเดียวกัน (Homonormativity)  สิ่งนี้คืออุดมการณ์ที่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองได้ ซึ่งตั้งใจที่จะผลักดันให้เดินไปข้างหน้า เช่น สิทธิการแต่งงานของเกย์ และการเคลื่อนไหวเชิงรุกอื่นๆ  แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็สร้างผลกระทบที่ไม่ใช่การเมืองให้เกิดกับชุมชนเกย์เลสเบี้ยน เฉกเช่นการแก้ไขแผนที่ หรือแก้รหัสของอิสรภาพและเสรีภาพด้วยแนวคิดความเป็นส่วนตัว ความเป็นเรื่องในครัวเรือน และการบริโภค กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ บรรทัดฐานของรักเพศเดียวกันทำให้ชุมชนเกย์เลสเบี้ยนไร้ความรู้สึกและกลายเป็นรูปแบบของความไม่เท่าเทียมที่ยอมรับได้เพื่อที่จะบริโภคความเป็นส่วนตัวและอิสรภาพ
                บทความที่เคยตีพิมพ์ก่อนหน้านี้ ผมเคยอธิบายว่าบรรทัดฐานรักเพศเดียวกันได้สร้างการดิ้นรนที่รุนแรงในพื้นที่เมืองโดยกลุ่มสีรุ้งที่มีผิวสี  รูปแบบความรุนแรงนี้ถูกนำเสนอโดยบุคลิกเชิงโครงสร้างที่ถูกสร้างขึ้นโดยเศรษฐกิจ การเมือง ปฏิบัติการและนโยบายวัฒนธรรมของเสรีนิยมใหม่   ความรุนแรงเชิงโครงสร้างในทัศนะของผม หมายถึงกระบวนการแบบทางการและไม่เป็นทางการที่สถาบันต่างๆได้โฆษณาขึ้น ซึ่งรอดดริก เฟอร์กูสัน เรียกว่า “อุดมการณ์แห่งการแบ่งแยก” หรือการปฏิบัติที่มองหาการควบคุมและการจำกัดขอบเขตเชื้อชาติ สีผิว ชนชั้น และเพศ ซึ่งในเวลาเดียวกันก็สร้างความโหดร้ายและความเจ็บปวดเชิงสัญลักษณ์ เชิงอารมณ์และเชิงกายภาพให้กับคนที่อยู่ชายขอบ
                ความรุนแรงเหล่านี้เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนผ่านของสภาพแวดล้อมที่ถูกทำขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลบพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความหมายต่างๆซึ่งรวมตัวในกลุ่มคนที่เป็นชายขอบ  ตัวอย่างเช่น แซมมวล เดลานี  บันทึกว่านโยบายเมืองที่มีต่อย่านไทม์สแควร์ได้สร้างรูปแบบใหม่ของการควบคุม ซึ่งมิใช่การเปลี่ยนภูมิสถาปัตย์หรือสิ่งก่อสร้างเท่านั้น หากแต่ยังเปลี่ยนวิถีชีวิตของกลุ่มคนผิวสีจำนวนมากที่เคยใช้ทางเท้าและใช้ชีวิตอยู่ตามซอกมุมเพื่อเซ็กส์ เพื่อเวลาว่าง และการทำธุรกิจอื่นๆ  ไม่เพียงกลุ่มคนเหล่านี้จะถูกจัดระเบียบทางพื้นที่ แต่พวกเขายังถูกทำให้โดดเดี่ยวในดินแดนห่างไกลที่ปลอดภัยและถูกทำให้กระจัดกระจายไปเมื่อพวกเขาถูกมองว่าเป็นพวกก่อกวน หรือถูกสงสัยว่าเป็นสาเหตุของการสร้างความรำคาญหรือการรบกวนต่อเจ้าของและลูกค้าในธุรกิจที่โอ้อวดใหม่
                การเน้นย้ำหนทางที่มีเงื่อนงำในบรรทัดฐานของรักเพศเดียวกัน ถูกจารึกไว้ในวาทกรรมชี้นำและรวมอยู่กับอุดมการณ์ของแบ่งแยก  ผมชี้ให้เห็นว่าอำนาจและสถาบันที่ถูกสถาปนาขึ้น เช่นตำรวจ และเทศบาล มิใช่เป็นเพียงคนทำผิดที่สร้างความรุนแรงแบบเสรีนิยม  แต่ยังรวมถึงกลุ่มคนที่หลากหลาย วึ่งส่วนใหญ่คือนักวิชาการเกย์ผิวขาวจากขั้วการเมืองทั้งสองข้าง  ผมโต้แย้งว่าอำนาจที่มีเงื่อนงำของบรรทัดฐานรักเพศเดียวกันอยู่รายล้อมความสัมพันธ์ทางการเมืองของทุกคน  คำวิจารณ์ต่อผู้เชี่ยวชาญเกย์อย่างแอนดรูว์ ซุลลิแวน,  ดักแกนกล่าวว่ามิใช่การแบ่งแยกความคิดของบรรทัดฐานรักเพศเดียวกันเป็นมุมมองก้าวหน้าและอนุรักษ์นิยมเท่านั้น แต่เป็นการกำหนดขอบเขตความสุดขั้วทางการเมืองแบบนี้ในฐานะที่เป็นส่วนที่เคลื่อนตัวไปอย่างต่อเนื่องของความคิดและผู้คบคิด ซึ่งทุกคนล้วนเฉยเมยด้วยการทำให้ความไม่เท่าเทียมของทุนนิยมเป็นเรื่องปกติและมีความมั่นคง
                การทำความเข้าใจประเด็นของดักแกน เราควรจะยกตัวอย่างประกอบ  ในเรื่อง Queer Wars: The New Gay Right and Its Critics  พอล โรบินสันให้ความสนใจกับผู้เชี่ยวชาญเกย์ที่มีหัวอนุรักษ์  เช่น ซุลลิแวน, ไม่เคิลแองเจโล ซิกนอริล และคนอื่นๆซึ่งชี้ประเด็นว่าความพยายามของเกย์เหล่านี้ที่จะยับยั้งและป้องกันอนาคตเกย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้น  กล่าวคือ โรบินสันกำลังประกาศว่ามีสงคราม สงครามของสีรุ้งและศัตรูก็คือกลุ่มเกย์ที่เป็นอนุรักษนิยม  ในขณะที่โรบินสันให้ข้อสังเกตที่ชาญฉลาด เขาก็เคลื่อนตัวต่อไปอย่างน่ากังวล เมื่อเขาเปลี่ยนการถกเถียงเกี่ยวกับเกย์ที่เป็นนักวิจารณ์เหล่านี้ไปยังการถกเถียงเรื่องรายการทีวี Queer as Folk   ในตอนท้าย เขาชี้ว่ารายการนี้เป็นของเกย์ เลสเบี้ยนชนชั้นกลางระดับบนที่เป็นผิวขาว ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองพิทสเบิร์ก (แต่สถานที่จริงอยู่ที่เมืองโตรอนโต) รายการที่เป็นยาถอนพิษให้กับเกย์หัวเก่า  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ  เขาชี้ว่ามิตรภาพและความรักที่เกิดขึ้นกับสมาชิกในกลุ่มนี้เป็นดั่งคำไถ่บาปที่มีต่อตำแหน่งที่ล้าหลังของนักคิดที่โรบินสันเคยวิเคราะห์  โรบินสันได้ชี้ว่าเกย์กลุ่มนี้ถูกครอบงำและพยายามแสวงหาสิ่งอำนวยความสะดวกและผลิตภัณฑ์ของการตลาดเกย์ในฐานะที่เป็นของเลียนแบบชีวิตเกย์
                โรบินสันเป็นคนที่โดดเดี่ยว มีคนหลายคนที่เอาใจใส่ต่อสิ่งที่เรียกว่า “การปราศจากสี” ภายในชุมชนเกย์และชุมชนของคนโดยรวม  สิ่งนี้วางอยู่บนพื้นฐานของการทำให้การดิ้นรนของเกย์เป็นเรื่องส่วนตัว  ตัวอย่างเช่น รายการ Will and Grace   และ Queer Eye for the Straight Guy  ทำให้เกิดการพิจารณาเกี่ยวกับอัตลักษณ์อย่างละเอียดในขณะที่อิสรภาพที่จะเป็นเกย์คือสิ่งที่เคลื่อนไหวผ่านการกระทำเฉพาะของการตลาดที่แบ่งสีผิวและเหมาะสมกับกลุ่มเกย์   การเกิดขึ้นของคำว่า “metrosexual” ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการเก็บสะสมทางวัฒนธรรมนี้ได้แสดงให้เห็นในประเด็นดังกล่าว  เมโทรเซ็กช่วลมิใช่เรื่องทางเพศทั้งหมด แต่เกี่ยวกับการจับจ่ายที่ถูกชี้นำ  สิ่งที่ตามมาจากตรรกะนี้คือ การเป็นเกย์และการเป็นอิสระในช่วงเวลาปัจจุบันซึ่งมีเจตนาที่จะสวมเสื้อผ้ามียี่ห้อ
                การตลาดคือสิ่งที่ถูกสร้างเพื่อเป็นตัวกลั่นกรองอิสรภาพซึ่ง วาทกรรมกระแสหลักในชุมชนเกย์ ไม่สนใจว่าอิสรภาพแบบนี้จะถูกกำหนดขึ้นจากการปฏิเสธคนกลุ่มอื่นๆที่ไม่มีอิสระที่จะบริโภคและไม่สามารถเข้าถึงทุนทางวัตถุและสัญลักษณ์นี้อย่างไร   ดังนั้น ถ้าบุคคลวิเคราะห์ตลาดเสรีในฐานะเป็นพื้นที่แข่งขันหรือเป็นเขตสงครามแล้ว ก็จะพบว่าศัตรูที่ไร้นามอยู่ในสงครามของเสรีนิยมใหม่ซึ่งไม่ใช่ความหลากหลายเหมือนเช่นกิจกรรมและแนวโน้มของกลุ่มนักเคลื่อนไหวและนักการเมืองจำนวนมากที่เคยชี้แนะไว้  แต่ เมื่อตรวจดูใกล้ๆต่อสิ่งที่เป็นฝูงชนที่วุ่นวายสับสนของคนทำผิดทางการเมืองที่รวมเข้ากับภาพลักษณ์ของผู้หญิง การเป็นผู้หญิง ชาวต่างชาติ คนผิวสีและคนยากจน กล่าวอีกนัยคือ เกย์ที่เป็นผิวสีและผู้หญิงเป็นคนที่อยู่ในปัญหาของการวางแผนเชิงวาทกรรมแบบบรรทัดฐานรักเพศเดียวกันซึ่งเป็นของนักวิชาการและนักวิจารณ์เกย์ผิวขาว
                หนัง Brokeback Mountain เป็นผลผลิตที่น่าพอใจที่เกิดขึ้นผ่านการลบล้างหรือการลดเสียงและลบร่างกายของคนผิวสีและสตรีเพศ  ความดึงดูดทางการตลาดของหนังเรื่องนี้วางอยู่บนสิ่งที่ทำให้มันดูเหมือนการสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบ “การปฏิวัติ” โดยทำให้เรื่องราวของครอบครัว ความรักและรัฐชาติยังคงดำรงอยู่จริง เป็นอีกครั้งที่ความคล้ายกันถูกเก็บรักษาไว้ที่ความไม่เท่าเทียม  มันไม่ได้ทำให้ยุ่งเหยิงมากเท่ากับการผสมผสานสิทธิเข้ากับภูมิทัศน์ของความเป็นชาติ  ตัวอย่างเช่น  แฟรงค์ ริช ผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองและสื่อมวลชน เขียนบทบรรณาธิการให้กับนิวยอร์คไทม์ เป็นบทกลอนเกี่ยวกับชัยชนะกระแสหลักของภาพยนตร์ เขาอธิบายประสบการณ์ที่ได้ดูหนังว่า
ในโรงภาพยนตร์ที่ผมดูหนัง Brokeback Mountain หนังตัวอย่างมีเรื่องการชักชวนให้สมัครผู้รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ และคนดูก็มาจากทั่วประเทศ วัฒนธรรมที่กำลังมองดูภาพยนตร์เรื่องนี้มิใช่เพราะว่ามันมีพลัง  แต่เป็นการพิจารณาถึงความรักที่ถูกพิพากษา และเป็นการแสดงที่งดงามโดยทุกคนตรึงตาตรึงใจกับฮีต เลดเจอร์  ตัวแปรเอ็กส์ก็คือภาพยนตร์ทำให้เกิดเรื่องราวที่ไม่มีการเล่ามาก่อนโดยฮอลลีวู้ด
                อย่างไรก็ตาม ผมไม่ต้องการทำให้มันดูเหมือนว่าชาวเกย์เลสเบี้ยนเป็นพวกที่ตอบสนองทางการตลาดเพียงอย่างเดียว  ผมอยากต่อต้านความคิดเกี่ยวกับการขว้างความรักและความสัมพันธ์ทางเพศทิ้งไปและมองดูปฏิสัมพันธ์ของชาวเกย์ซึ่งมิใช่การแสดงพฤติกรรมบริโภคเท่านั้น   ผมดำเนินตามเบลล์และเบนนีและนักทฤษฎีเควียร์คนอื่นๆที่โต้แย้งต่อข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความรักที่แพร่หลาย เพื่อที่จะมองว่าสิ่งนี้เป็นจริยธรรมของการดูแลซึ่งกันและกัน  ผมจะห่างไกลจากความคิดเรื่องการแข่งขันของปัจเจกและรับผิดชอบต่อความคิดเรื่องการแสดงอารมณ์และความรักแบบประชาธิปไตย

ความรักคือคำตอบใช่หรือเปล่า ?

ผู้คนในปัจจุบันไม่สามารถเข้าใจความรักในฐานะที่เป็นความคิดเชิงการเมือง แต่ความคิดเรื่องความรักคือสิ่งที่เราต้องการที่จะสัมผัสกับอำนาจของมวลชนที่เป็นตัวแทน  ความคิดสมัยใหม่ของความรักถูกจำกัดขอบเขตให้เหลือแค่คู่รักชนชั้นกลางและปิดกั้นให้อยู่ในครอบครัวเดี่ยว  ความรักกลายเป็นเรื่องส่วนตัวที่เข้มงวด เราต้องการความคิดเกี่ยวกับความรักที่เปิดใจมากขึ้นและไม่ถูกล้อมกรอบ  เราต้องการที่จะทำให้ความคิดเชิงการเมืองและสาธารณะของความรักมีพลังเหมือนกับอดีตที่ผ่านมา  ความรักหมายถึงการเผชิญหน้าที่กว้างขวางและความร่วมมือที่ต่อเนื่องที่นำเราไปสู่ความหรรษา... ไม่มีสิ่งใดเป็นอภิปรัชญาเกี่ยวกับความคิดแบบยิวและชาวคริสต์ที่มีต่อพระเจ้า ทั้งความรักของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์และความรักที่มนุษย์มีต่อพระเจ้าถูกแสดงออกและถูกทำให้ปรากฎร่างในเรื่องราวทางการเมืองของมวลชน  เราต้องการแสวงหาความรู้สึกแห่งรักในเชิงการเมืองและวัตถุวิสัย นั่นคือความรักที่แข็งแรงเหมือนกับความตาย  สิ่งนี้มิได้หมายความว่าคุณจะไม่สามารถรักพี่น้อง มารดา และลูกของคุณได้ มันหมายถึงความรักของคุณจะไม่จบอยู่แค่นั้น มันหมายถึงความรักที่จะรองรับเรื่องราวทางการเมืองของเราและการสร้างสังคมใหม่ร่วมกัน ถ้าปราศจากความรัก เราก็ไร้ความหมาย

                ความรักสมัยใหม่และความไม่สมบูรณ์และมายาของมัน ถูกกล่าวหาอย่างไม่รู้จบว่าทำให้คนติดอยู่กับ “เรื่องครอบครัว” และหลุมดำของความสัมพันธ์ สิ่งนี้เกิดขึ้นเสมอในตำแหน่งที่ต่างกันของสถาบันต่างๆ ซึ่งถูกเชื่อมเข้ากับครอบครัว บ้าน ประเทศ และการสืบเผ่าพันธุ์  ความไม่เข้ากันและความซับซ้อนต่างๆไม่ถูกลบไปในสิ่งล่อลวงของมัน ถ้าความรักเป็นคำถาม แล้วก็เป็นคำตอบด้วย นักวิชาการบางคนคิดเช่นนั้น ในกรณีนี้ ความรักจะเป็นทางลัดของการจำกัดขอบเขตของพรมแดนระหว่างเรื่องส่วนตัวและเรื่องสาธารณะให้อยู่ในพรมแดนสำหรับการฝึกฝนพลเมือง  เฮิร์ดและเนกรีเสนอสิ่งที่เป็นเรื่องประหลาดใจในตอนจบของหนังสือของพวกเขา ดูเหมือนจะเป็น “การเทศนาจากปาก” ที่เผชิญหน้ากับอาณาจักร และการพูดเป็นนัยที่มีปัญหาของพวกเขาต่อความรักของชาวคริสต์และชาวยิว   ผู้จัดส่งความรักทั้งสองแบบนี้ทำให้เกิดวิธีการที่เป็นประโยชน์ในการสร้างพิมพ์เขียวสำหรับอนาคตที่เป็นประชาธิปไตย  นั่นอาจจะเป็นอนาคตที่ไม่ถูกครอบครองโดยอารมณ์และความยุ่งยากส่วนตัวและถูกทำให้เป็นส่วนตัว แต่ถูกครอบครองจากการปฏิเสธความรักที่มีต่อครอบครัวและประเทศชาติซึ่งจำกัดความรักให้เหลือเพียงความหมายแบบเสรีนิยมใหม่   อาจกล่าวได้ว่า ความรักในแนวนี้เกี่ยวข้องกับคนหมู่มาก ซึ่งผลกระทบจะเป็นการควบคุมกลุ่มพันธมิตรและผลประโยชน์ร่วมกัน  ความรักในฐานะเป็นเรื่องทางการเมืองกลายเป็นเชื้อเพลิงสำหรับการทำให้ความสัมพันธ์ที่มาจากส่วนต่างๆก้าวไปอย่างมั่นใจภายใต้และท่ามกลางชนชั้น ชาติพันธุ์ เชื้อชาติ สีผิว เพศสภาพและเพศวิถีที่หลากหลาย
                อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องของผมสำหรับความรักมิใช่การทำให้ภาพยนตร์ฟื้นคืนชีพมาใหม่ เราไม่ต้องการ “ความรักที่เหมือนคนอื่นๆ” แต่รูปแบบใหม่ของความรักจะถูกกระตุ้นโดยความปรารถนาและแรงบันดาลใจของคนหมู่มาก และจะไม่ถูกสร้างบทโดยสถาบันของรักต่างเพศ  ข้อเรียกร้องของผมเกิดขึ้นบนข้อความที่มีความหวัง  การทำตามเบลล์และเบนนี ภาระหน้าที่นี้วางอยู่บนบทใหม่ เป็นเรื่องจินตนาการ และมองไปที่ “รูปแบบความสัมพันธ์ที่ยังไม่เคยเห็น”  ซึ่งถูกทำใหม่ในสิ่งที่เราให้ความหมายผ่านความรัก ครอบครัว และมิตรภาพและคิดใหม่ในสิ่งที่เราให้ความหมายผ่านการเป็นพลเมืองหรือ คำที่เหมาะสมกว่านั้นคือ สิ่งที่เราให้ความหมายผ่าน “รูปแบบการเป็นพลเมืองที่ไม่เคยเห็นมาก่อน”
                ผมหวังที่จะจบการวิเคราะห์หนังเรื่องนี้โดยไม่นำไปผนวกกับภาพลักษณ์วีรบุรุษ ซึ่งถูกชักชวนในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์ความรักของภาพยนตร์ ซึ่งอยู่บนเสื้อที่ห้อยอยู่ในไม้แขวนเสื้ออีกอันหนึ่ง  ความรักเชิงวัตถุวิสัยนี้ถูกจารึกใหม่ด้วยเรื่องราวการครอบครองลักษณะร่วมกันของคนที่ตกทอดมาจากเนื้อเรื่อง  ผมจะจบการวิเคราะห์ด้วยการยกฉากของแจ็คและผู้ชายเม็กซิกันที่ไร้ชื่อที่กำลังเดินเข้าไปในตรอกมืดๆ ผมเห็นพวกเขาอ่อนล้าและเดินเรื่อยๆไปยังสิ่งที่มิใช่หุบเหวของความรัก แต่เป็นแสงสว่างของประวัติศาสตร์ที่มีเสียงดัง มีรอยเปื้อน สกปรกและร้อนผ่าว

On/Offline: Gender, Sexuality, and the Techno-Politics of Everyday Life



ออนไลน์-ออฟไลน์ เพศสภาพ เพศวิถี 
และการเมืองเทคโนโลยีของชีวิตประจำวัน

            ทฤษฎีเควียร์มักจะถูกคิดจากชีวิตของเกย์และเลสเบี้ยนเสมอๆ
            การวิจัยเกี่ยวกับผู้ใช้สื่อ คือเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และอินเตอร์เน็ต ซึ่งแต่ละประเภทจะถูกตรวจสอบว่าอะไรคือกระบวนทัศน์ที่แยกจากกัน แต่ไม่ค่อยมีการถามถึงว่าสื่อต่างๆเหล่านี้ถูกสอดแทรกเข้าหากันอย่างไร และไม่ค่อยมีการมองด้วยความคิดหลายๆแบบเพื่อที่จะศึกษาสื่อมวลชนในหลายแขนง (Mackay and Ivey 2004)
            ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา  สื่อประเภทออนไลน์และอินเตอร์เน็ตกลายเป็นตัวแทนที่ได้รับความสนใจจากนักคิดแนวเฟมินิสต์และเควียร์ทั้งหลาย   จุดประกายด้วยความหวังและความกลัวต่อความเป็นไปได้ของการเมืองเพศวิถี เพศสภาพแนวเสมือนจริง สิ่งที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะเป็นการศึกษาที่อธิบายจากแนวคิดเดิมๆซึ่งมุ่งสนใจไปที่เรื่องเทคโนโลยีสื่อออนไลน์และรูปแบบของการวิเคราะห์ตัวบท /เนื้อความ  อย่างไรก็ตาม การสนทนาระหว่างทฤษฎีเควียร์และสังคมวิทยาเกิดขึ้นในการศึกษานี้ และสนใจเรื่องมิติการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของพื้นที่ไซเบอร์เควียร์ สิ่งนี้เป็นโอกาสที่จะปล่อยให้การศึกษาไซเบอร์เควียร์หันเหไปจากซอกหลืบของตัวบทและภาพเสมือนจริงดูจะเป็นสิ่งที่กำลังเดิมพัน
            ในการค้นหาหนทางเอาชนะภาพนามธรรมและการแยกกันอยู่ เพื่อที่จะก้าวไปสู่การสนทนาต่อไปนั้น บทความนี้จะสำรวจและตรวจสอบความเชื่อมโยงบางประการ ระหว่างเพศสภาพและเพศวิถี ระหว่างมุมมองเควียร์และเฟมินิสต์ที่อธิบายเรื่องเพศสภาพ /เพศวิถี ระหว่างอัตลักษณ์และการปฏิบัติทางเทคโนโลยี ระหว่างสื่อแบบเก่าและแบบใหม่ และประสบการณ์ชีวิตประจำวันของการออนไลน์และออฟไลน์  ความตั้งใจอย่างหนึ่งในการสร้างความเชื่อมโยงก็คือการนำงานวิจัยและความรู้ที่แยกกันอยู่มารวมกันซึ่งจะช่วยให้เราสามารถเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีสื่อสาร  พฤติกรรมการบริโภค และการสร้างอัตลักษณ์    การเน้นให้เห็นความเชื่อมโยงทางทฤษฎีที่เกิดขึ้นในสื่อสมัยใหม่ การบริโภคสื่อ เพศสภาพ และทฤษฎีเควียร์ เช่นเดียวกับการชี้ให้เห็นความเกี่ยวข้องที่เป็นไปได้ในอนาคต   สิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะทำให้เกิดการวิจัยเชิงประจักษ์เกี่ยวกับสื่อสมัยใหม่ต่อไป
            ในการข้อถกเถียงเกี่ยวกับเพศสภาพ เพศวิถี และเทคโนโลยีจะมีเรื่องอยู่ 3 อย่าง หนึ่ง การถกเถียงว่าการศึกษาการใช้สื่อสมัยใหม่ที่มีเพศสภาพจะนำทฤษฎีเควียร์มาอธิบายได้และยืนกรานว่าเพศวิถีเป็นหน่วยในการวิเคราะห์ที่เหมาะสมมากกว่าจะมองว่าเป็นแค่เรื่องเพศสภาพ   แคร์ เฮมมิงเคยชี้ว่า เป็นเรื่องที่ไม่น่าพอใจและมีปัญหาต่อการทำให้เรื่องเพศวิถีมีความสำคัญเหนือเพศสภาพ  จากจุดนี้อาจถกเถียงได้ว่าการสร้างและการเชื่อมโยงของเพศสภาพและอัตลักษณ์ทางเพศจำเป็นต้องกล่าวถึงในงานวิจัยเกี่ยวกับการบริโภคสื่อสมัยใหม่ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการผลิตสมมุติฐานเกี่ยวกับการดำเนินไปข้างหน้าระหว่างเพศสรีระและพฤติกรรมทางเพศสภาพเมื่อเกิดการถกเถียงการใช้สื่อที่มีเพศสภาพเกี่ยวข้อง
            สอง มีการอธิบายว่าเพื่อที่จะประเมินคำถามเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางเพศและเพศสภาพที่เกิดจากการใช้สื่อออนไลน์ เป็นสิ่งสำคัญที่จะตระหนักว่าสื่อออนไลน์นั้นถูกบริโภคแบบแยกต่างหาก  สื่อประเภทนี้เป็นตัวแทนการปฏิบัติทางเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันและเทคโนโลยีสื่อสาร  การอ้างงานวิจัยของผู้เขียนเกี่ยวกับครัวเรือนที่มีผู้หญิงเป็นศูนย์กลาง จะทำให้เห็นว่าการับรู้และการใช้เทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่คือสิ่งที่เชื่อมโยงกับการเมืองเรื่องพื้นที่และเวลาของชีวิตประจำวันและความเป็นส่วนตัวและสาธารณะ ซึ่งถูกทำให้มีเพศสภาพและเป็นเรื่องเพศในทางใดทางหนึ่ง
            สาม ถ้าเรานำข้อสังเกตของอีเลียที่ว่า “อะไรก็ตามที่เสมือนจริงล้วนเป็นเควียร์” มาพิจารณาในที่นี้ จะพบคำถามเกี่ยวกับ เทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่จะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางเพศได้อย่างไร  จากจุดนี้  คำอธิบายและความคิดของทฤษฎีเควียร์อาจถูกตรวจสอบอย่างเป็นรูปธรรม

สร้างแผนเพื่ออนาคตเกี่ยวกับเควียร์

            เฮลเพอริน (2003) กล่าวว่า  ถ้าทฤษฎีเควียร์เป็นเรื่องของอนาคต เราจะค้นพบหนทางของการแก้ไขศักยภาพของเควียร์ สิ่งนี้หมายถึงการไม่ได้แบ่งแยกว่ามีการสร้างทฤษฎีเก่าหรือใหม่ แต่เป็นการทำให้เควียร์มีพลังใหม่ที่จะสร้างความแปลกใจ ช่วยให้เราคิดว่าอะไรที่ยังไม่มีการคิดมาก่อน        ข้อสังเกตของเฮลเพอรินเหมือนกับข้อคิดทางวิชาการที่มีต่อประวัติศาสตร์และอนาคตของทฤษฎีและปฏิบัติการแบบเควียร์        เฮลเพอรินคิดเกี่ยวกับ คำว่าเควียร์ไม่ได้เป็นเพียงการตั้งคำถามเกี่ยวกับเกย์และเลสเบี้ยนศึกษา หรือแรงบันดาลใจของการเคลื่อนไหวทางการเมืองในแบบใหม่เท่านั้น   แต่เควียร์ยังค่อยๆถูกซึมซับเข้ามาอยู่ในการสร้างความรู้ของเราและทำให้ตัวมันเองถูกนักวิชาการทำให้เป็นหลักการ ข้อคิดเกี่ยวกับการมาอยู่รวมกันในทฤษฎีเควียร์นี้หมายถึงการสูญเสียศักยภาพแบบวิพากษ์วิจารณ์ของทฤษฎีเควียร์ต่อการทำให้ทฤษฎีเพศสภาพและเพศวิถีสั่นคลอน และยังหมายถึงการชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มที่จะทำให้บุคลและกลุ่มบุคคลกลายเป็นชายขอบอีกครั้งโดยการจัดเป็นพวกๆ เช่น เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ หรือการปฏิบัติและความสนใจทางเพศแบบอื่นๆให้อยู่ภายใต้ “ร่ม”ของเควียร์ศึกษา   เฮลเพอรินเป็นคนเดียวที่ตั้งคำถามถึงอนาคตของทฤษฎีเควียร์และการเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบเควียร์ในช่วงเปลี่ยนศตวรรษใหม่  ประมาณ 15 ปีหรือมากกว่านั้นที่มีการสร้างทฤษฎีและการเมืองเควียร์ขึ้นมา  ปัจจุบันนี้มีการเน้นถึงการขยายและการทำให้เควียร์ดีขึ้นเพื่อที่จะนำไปศึกษาเรื่องการสื่อสารทางการเมือง และเพื่อที่จะทำให้เควียร์รวมอยู่ในการศึกษาโลกทางวัตถุ และการเมืองที่ส่งผลต่อความเสี่ยงและสาเหตุของสิ่งต่างๆ   การพัฒนาในสิ่งที่เคยถูกวิจารณ์ว่าทฤษฎีเควียร์ให้ความสนใจต่อการตีความตัวบทและสิ่งที่แอบแฝงมากเกินความจริง  และการสร้างทฤษฎีเรื่อง “ไฮเปร์” จากนักคิดหลังโครงสร้างนิยมอาจจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนไปสู่การใช้วิธีการศึกษาเชิงประจักษ์และมองไปที่การปฏิบัติและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในชีวิตประจำวันมากขึ้นในงานวิจัยในอนาคต
            สิ่งที่เฮลเพอรินเป็นห่วง ก็คือ ทฤษฎีเควียร์จะถูกกลืนเข้าไปอยู่ในสาขาวิชาที่สำเร็จรูปได้ง่ายๆและจะถูกนำไปใช้สร้างหัวข้อและการทำวิจัยซึ่งเป็นการสูญเสียพลังของการวิพากษ์  อย่างไรก็ตาม บทความนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่ายังคงมีเรื่องราวอีกมากมายที่จะนำทฤษฎีเควียร์ไปอธิบาย เช่น การศึกษาเพศสภาพ เพศวิถีและการใช้เทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ โดยเฉพาะการศึกษาในเชิงสังคม การศึกษาเกี่ยวกับการใช้สื่อสมัยใหม่ที่มีเรื่องเพศสภาพ ส่วนมากมักจะใช้ทฤษฎีเฟมินิสต์ในสกุลหลังโครงสร้างซึ่งสามารถจัดเพศวิถีให้เข้าไปอยู่ในกลุ่มเพศสภาพและนำเพศวิถีเข้าไปอยู่ในการสร้างอัตลักษณ์เพศสภาพซึ่งมองไม่เห็นเมื่อจะนำมาวิเคราะห์  ในเวลาเดียวกัน ความสนใจในการสำรวจเชิงประจักษ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ออนไลน์-ออฟไลน์ของผู้ใช้สื่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่กำลังเติบโต  แต่ยังมีเรื่องที่ขาดหายไปในการศึกษาสื่อสมัยใหม่ ที่สัมพันธ์กับอัตลักษณ์แบบแปลกแยก    นีน่า เวคฟอร์ดเคยชี้ว่า ยังเป็นเรื่องยากที่จะค้นหางานวิจัยที่มีการถกเถียงในเชิงวิธีวิทยาและญาณวิทยาเกี่ยวกับความซับซ้อน ความไม่สอดคล้อง และความไม่ยุติธรรมของความรู้ที่อยู่นอกพื้นที่ทางวัฒนธรรมและกลุ่มคนทางสังคมกระแสหลัก  การถกเถียงเกี่ยวกับเพศสภาพและเทคโนโลยี  ยังเป็นเรื่องชายขอบของการศึกษากระแสหลักที่สนใจกระบวนการของการบริโภคเทคโนโลยีสื่อสาร หรือสนใจการประเมินว่าผู้ชาย ผู้หญิง เด็กชาย เด็กหญิงทำอะไรกับเทคโนโลยีสื่อสาร  คำถามที่ยังคงค้างคาอยู่ในเรื่องนี้คือ  อัตลักษณ์เพศสภาพแบบไหนที่ถูกสร้างขึ้นในกระบวนการ และอัตลักษณ์ทางเพศจะเกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์เพศสภาพอย่างไรภายใต้การใช้เทคโนโลยี
            บทความนี้จะอธิบายว่าทฤษฎีเควียร์มีการเคลื่อนตัวไปสู่การวิจัยสื่อสมัยใหม่ในกระแสหลัก ถึงแม้ว่าเควียร์จะยังไม่ได้เข้าไปในเร็วๆนี้ก็ตาม หัวข้อต่อไปจะเป็นการอธิบายเกี่ยวกับความสำคัญของเพศวิถีที่สัมพันธ์กับเพศสภาพ ปัญหาและความเป็นไปได้ที่เกิดจากการมองแบบเควียร์ต่อเรื่องตัวบท เช่นเดียวกับการเคลื่อนไปสู่การใช้สังคมวิทยาแบบเควียร์

การใช้เทคโนโลยีสื่อสารที่มีเพศสภาพ และคำถามเกี่ยวกับเพศวิถี

            ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1970 สองทศวรรษก่อนจะมีทฤษฎีเควียร์เกิดขึ้นมาเพื่ออธิบายการทำงานทางวิชาการซึ่งอุทิศให้กับการศึกษาเพศวิถี  นักคิดแนวเฟมินิสต์หลายคนนำตัวเองไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างเพศสภาพกับการใช้สื่อ  ข้อวิจารณ์ที่สำคัญในช่วงนั้นคือเฟมินิสต์มองว่าสื่อเป็นสาเหตุหลักของการผลิตความสัมพันธ์ทางเพศที่ให้อำนาจผู้ชาย  ในช่วงหลายปีของการศึกษาวิเคราะห์ตัวบทและการรับรู้ ทำให้เข้าใจว่าตัวตนของความเป็นหญิงที่ถูกสร้างผ่านตัวบท ไม่ได้ถูกรับรู้โดยผู้หญิงที่เป็นผู้อ่านและผู้ชม   เฟมินิสต์หลายคนไม่ได้แต่เพียงสำรวจบุคลิกของเพศสภาพที่แสดงผ่านพฤติกรรมเรื่องเล่าและผู้ชมเท่านั้น แต่ยังตั้งคำถาม และอธิบายให้เข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีในมิติสังคม  ความคิดที่เกิดจากการศึกษาเพศสภาพในฐานะเป็นเครื่องมือที่จะทำให้โลกมีโครงสร้างและสัญลักษณ์ และกำหนดโครงสร้างความคิดที่เรามีต่อเทคโนโลยี ทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเพสสภาพและเทคโนโลยี       ซินเธีย ค็อกเบิร์น ยืนยันว่าความสัมพันธ์ทางสังคมของเทคโนโลยีคือความสัมพันธ์เชิงเพศสภาพ ซึ่งเทคโนโลยีจะเข้าไปอยู่ในอัตลักษณ์เพศสภาพ จะไม่สามารถเข้าใจเทคโนโลยีได้ถ้าปราศจากการอ้างเพศสภาพ สิ่งนี้ยังคงเป็นส่วนเล็กๆและอาจยังไม่มีการศึกษามากนัก
            งานวิจัยที่อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างเพศสภาพและเทคโนโลยียังไม่ค่อยสนใจความเชื่อมโยงระหว่างเพศสภาพและเพศวิถีเท่าใดนัก    แม้ว่าแนวคิดเฟมินิสต์ไซเบอร์จะยังคงสนใจที่จะวิเคราะห์เพศสภาพ ในขณะที่ไซเบอร์เควียร์จะสนใจเรื่องความแปลกแยกของอัตลักษณ์ กลุ่มทางสังคม และพื้นที่ทางวัฒนธรรม  นอกจากนั้น ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงอาจจะเกิดขึ้นกับการวิจัยกระแสหลักเกี่ยวกับเทคโนโลยีและชีวิตประจำวัน   ถึงแม้ว่าการวิจัยเหล่านี้จะสนใจว่าผู้คนมีปฏิสัมพันธ์และใช้เทคโนโลยีอย่างไรซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างความเป็นหญิงและความเป็นชายที่ยึดติดกับร่างสรีระของเพศชายและเพศหญิง  ในแง่นี้ เพศวิถีจะถูกเชื่อว่าเป็นรักต่างเพศ ซึ่งยังคงไม่ถูกตั้งคำถามและไม่ถูกตรวจสอบ   กัสต์ เย็ป เขียนบทความเรื่อง The Violence of Heteronormativity in Communication Studies อธิบายว่าถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในช่วงเวลาของการยืนยันและการประกาศก้องของความแตกต่างหลากหลาย แต่รักต่างเพศก็ยังคงถูกใช้ในฐานะเป็นแนวคิดเพียงหนึ่งเดียว ความซับซ้อนของสิ่งเหล่านี้ถูกมองข้ามไป
            หากมองที่ประวัติศาสตร์ของการศึกษาเพศสภาพและเทคโนโลยี พร้อมกับการเกิดขึ้นของเควียร์ศึกษา วัฒนธรรมศึกษา และไซเบอร์ศึกษา  เราจะพบคำอธิบายเกี่ยวกับข้อถกเถียงเรื่องสถานะและการเติบโตของเพศสภาพหรือเพศวิถีในฐานะที่เป็นประเภทของการวิเคราะห์อีกแนวหนึ่ง และความตึงเครียดระหว่างเพศสภาพและเพศวิถี   เอลิซาเบ็ธ วีด ชี้ในบทนำที่เธอเขียนในหนังสือ Feminism Meets Queer Theory ว่าถึงแม้ทฤษฎีเควียร์และเกย์เลสเบี้ยนศึกษาจะตระหนักว่าได้รับความคิดจากทฤษฎีเฟมินิสต์และสตรีศึกษา แม้จะเป็นความจริงที่ว่าเฟมินิสต์และเควียร์จะเป็นแนวคิดสองแบบที่แยกกันภายใต้กลุ่มตระกูลความรู้และการเมืองเดียวกัน แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ยังเป็นเรื่องที่ยากลำบาก   วี้ดอธิบายว่าปัญหามิใช่การที่ทฤษฎีเควียร์มีไว้เพื่ออะไร แต่ปัญหาอยู่ที่ทฤษฎีเควียร์นำเสนอความคิดเฟมินิสต์แบบปกปิด    วี้ดกล่าวว่าไม่ว่าทฤษฎีเควียร์จะรีรอที่จะนำตัวเองไปอยู่ในการแนวร่วมของสร้างแนวคิดทฤษฎี  มันก็ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องแน่นอนอยู่อย่างหนึ่งคือการพิจารณาว่าเซ็กส์และเพศวิถีไม่สามารถบรรจุอยู่ในการจัดประเภทของเพศสภาพได้  แต่การที่จะนำเรื่องเพศวิถีเข้าไปอยู่ในการศึกษาของเกย์เลสเบี้ยนเหมือนกับทฤษฎีเควียร์อาจจะต้องแลกกับการเสียการศึกษาเพศสภาพและการมองแบบสังคมวิทยาและภาวะวิสัยหรือไม่   นักเฟมินิสต์หลายคนเช่นเกียวกับนักเฟมนิสต์เควียร์ที่ได้ปูทางมาตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990 เพื่อที่จะพูดถึงว่าอะไรที่จะทำให้การทำลายการจัดแบ่งประเภทมีประสิทธิภาพ   จึงใช้เรื่องเพศสภาพในสายตาของเฟมินิสต์และแนวคิดสตรีนิยมและเพศวิถีเพื่อใช้ในการศึกษาของเกย์เลสเบี้ยนและเควียร์  จูดิธ บัตเลอร์ อธิบายในหนังสือ Gender Trouble(1990) ในฐานะเป็นการแสดงความลำบากใจกับเรื่องที่ว่ากรอบความคิดของเฟมินิสต์มากมายดูเหมือนเป็นการละทิ้งหรือทำให้การท้าทายเพศสภาพที่เกิดจากเควียร์เป็นเรื่องที่ใช้ไม่ได้ หลังจากนั้น บัตเลอร์ก็วิจารณ์ว่าประวัติศาสตร์เฟมินิสต์ในช่วงที่ผ่านมา  ไม่เข้าใจแนวคิดสตรีนิยมและมองเป็นแค่เพียงเรื่องเพศสภาพ ท่ามกลางเรื่องอีกมากมายที่เป็นการทำลายความแตกต่างที่สำคัญระหว่างเฟมินิสต์ผู้ที่นิยมใช้แนวคิดเพศสภาพกับเฟมินิสต์ที่มองเรื่องความแตกต่างทางเพศ
            บัตเลอร์อธิบายว่าการวิเคราะห์เพศสภาพเป็นการอธิบายแบบสังคมวิทยา ที่ไม่สนใจสัญลักษณ์หรือเรื่องทางจิตวิเคราะห์ ซึ่งความเป็นชายและหญิงถูกสร้างจากภาษา ก่อนที่จะมีการสร้างเป็นตัวตนทางสังคม ข้อมูลสำหรับความแตกต่างทางเพศจะเกี่ยวข้องกับสถานะของความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมระหว่างเพศกับสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์และพรมแดนสังคมที่แยกตัวอยู่ต่างหาก ในขณะที่สัญลักษณ์ถูกเข้าใจว่าเป็นมาตรชี้วัดสังคม ความตึงเครียดระหว่างสัญลักษณ์กับสังคมถูกอธิบายในงานวิจัยของเฟมินิสต์และเควียร์ ตัวอย่างเช่น สเตวี แจ็คสัน ศึกษาพฤติกรรมและอารมณ์ของรักต่างเพศด้วยแนวคิด materialist feminist และสังคมวิทยาซึ่งมองว่าเควียร์เป็นความคิดที่น่าสงสัย   สเตวีเชื่อว่าทฤษฎีเควียร์เป็นการเดินรอยตามสังคมวิทยา และการมุ่งไปที่เรื่องวัฒนธรรมและการหาข้อสรุปจำกัดขอบเขตอยู่ในความไม่สนใจโครงสร้างสังคมและการปฏิบัติทางสังคมเชิงภาวะวิสัย  สเตวีสรุปว่าสังคมของทฤษฎีเควียร์และเฟมินิสต์ เป็นเรื่องที่มีคำถามเกี่ยวกับความเป็นธรรมชาติและความหลีกเลี่ยงไม่ได้ของรักต่างเพศ ซึ่งมีสถานะที่ได้รับการยอมรับ   นอกจากนั้น นักคิดแนวเควียร์และสตรีนิยมได้นำคู่ตรงข้ามระหว่างรักต่างเพศ/รักเพศเดียวกันมารวมกับเรื่องเพศสภาพ ไม่ว่าจะมีความแตกต่างทางทฤษฎีปรากฎอยู่ใน หรือระหว่างแนวคิดทั้งสองนี้ก็ตาม แต่สมมุติฐานที่มีร่วมกันก็คือ พรมแดนเพศสภาพและพรมแดนระหว่างรักเพศเดียวกันกับรักต่างเพศจะไม่ถูกกำหนดจากธรรมชาติ      ทั้งเควียร์และเฟมินิสต์ต่างเชื่อมโยงเข้ากับระเบียบทางสังคมและวัฒนธรรมซึ่งยกย่องรักต่างเพศที่ให้อำนาจผู้ชายเป็นใหญ่โดยไม่มีการตั้งคำถาม
            การแสวงหาความเชื่อมโยงและกลุ่มก้อนระหว่างเฟมินิสต์กับเควียร์เฟมินิสต์ยังเป็นเรื่องที่ยังไม่สิ้นสุด  แอนนามารี จากอส และดอน คูลิค อธิบายว่าถ้าการศึกษาของเกย์เลสเบี้ยนยืนยันในความแตกต่างระหว่างเพศสภาพและเพศวิถี  ซึ่งความไม่ลงรอยจะถูกตรวจสอบโดยคนหลายคนที่คัดค้านความพยายามที่จะแยกงานวิจัยทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับเพศสภาพและเพศวิถีออกจากกันอย่างเป็นปกติ  ถึงแม้ว่าเราอาจเคยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพศสภาพและเพศวิถีเพื่อที่จะทำให้เกิดการมองแบบใหม่  ซึ่งจากอสและคูลิคมองว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องตั้งใจอย่างหนึ่งของการศึกษาแนวเฟมินิสต์และเกย์เลสเบี้ยน  การศึกษาของอาร์ลีน สไตน์ซึ่งวิจารณ์การแบ่งแยกระหว่างเพศสภาพและเพศวิถีในอดีต  สไตน์มองว่าเพศวิถีที่มีเพศสภาพ และเพศสภาพที่เป็นเพศวิถีเป็นสิ่งที่รับรู้เมื่อเรากำลังนำมันมารวมกันและเมื่อเรากำลังทำให้มันแยกจากกัน  สไตน์แนะนำว่าการมองเพศสภาพและเพศวิถีในแนวนี้เป็นประโยชน์สำหรับการศึกษาเชิงสังคมและเชิงประจักษ์ เช่นเดียวกับการมองเชิงเนื้อความและเชิงเปรียบเปรยเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ที่มีต่อกันระหว่างเพศสภาพและเพศวิถี เช่นเดียวกับการไม่ใช้แนวคิดใดๆเพื่ออธิบายเพศสภาพและเพศวิถีที่จะโจมตีแนวคิดอื่นๆ
            นีน่า เวคฟอร์ด (2000) เคยกล่าวว่ามีความเงียบคงอยู่กับเรื่องเพศวิถีในการศึกษาเทคโนโลยีในมิติทางวัฒนธรรม ถ้าคำและการกระทำของไซเบอร์เควียร์จะนำมาขยายความตัวมันเอง อาจกล่าวได้ว่าเป็นการกระทำที่ต่อต้านในโฉมหน้าของการถูกกดขี่    เราควรถามว่าอะไรและอย่างไรที่จะมองด้วยสายของของไซเบอร์เควียร์ซึ่งสนใจเรื่องการสื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์จะสามารถย้ายไปสู่การศึกษากระแสหลักที่อธิบายเรื่องการบริโภคและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เป็นเพศสภาพ  ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้เทคโนโลยีสื่อสารและอัตลักษณ์เพศสภาพไม่ควรจะเป็นแค่เรื่องไซเบอร์สเปซ แต่ควรจะเป็นการตรวจสอบเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับประสบการณ์ออนไลน์และออฟไลน์ และการใช้สื่อแบบเก่าและใหม่ที่เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน  ผลจากการศึกษาแบบองค์รวมนี้จะนำไปสู่การปิดกั้นความคิดเชิงอุดมคติเกี่ยวกับไซเบอร์สเปซและเพศสภาพและเพศวิถีที่เกิดจากอิเล็คทรอนิกแบบใหม่  ในเวลาเดียวกัน จะช่วยให้เราทบทวนและเชื่อมโยงความเป็นไปได้ต่างๆที่ถูกคาดการณ์โดยนัดคิดแนวเฟมินิสต์เควียร์ที่เป็นโพสต์มอเดิร์นและหลังโครงสร้างนิยม เข้ากับความลื่นไหลและกระบวนการแสดงของเพศสภาพและเพศวิถี และประเมินบทบาทของเทคโนโลยีที่ปรากฎอยู่ในพรมแดนนี้  บทความนี้เห็นด้วยกับแคร์ เฮมมิงส์ ซึ่งศึกษาประสบการณ์ของไบเซ็กช่วลที่เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ โดยยืนยันถึงความสำคัญของเฟมินิสต์หลังโครงสร้าง และญาณวิทยาแบบเควียร์ในการให้กรอบความคิดที่จะทำความเข้าใจชีวิตประจำวัน  สิ่งที่เกิดขึ้นจากความคิดแบบเควียร์และเฟมินิสต์หลังโครงสร้างเป็นการบ่งบอกเชิงวิธีวิทยาของการตั้งคำถามต่อตัวตนทางเพศและเพศสภาพ
            คำถามที่เราต้องถามไม่ควรจะเป็นการถามว่า “อะไรคือประสบการณ์ของผู้หญิงหรือเลสเบี้ยน” หรือ “อะไรคือการมองแบบเควียร์และเฟมินิสต์ในเรื่องเพศ”  คำถามแนวนี้วางอยู่บนความคิดที่ว่ามีประสบการณ์โดดๆ หรือความคิดโดดๆที่จะถูกค้นหาและค้นพบ  คำถามควรจะเป็นการตรวจสอบความรู้ซึ่งเกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวตนทางเพศและเพศสภาพ และมองดูคุณค่าทางจริยธรรมและการเมืองของความรู้เหล่านั้น  เพื่อที่จะพูดถึงความรู้ซึ่งเกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวตนทางเพศและเพศสภาพ บทความนี้จะชี้ให้เห็นว่าการศึกษาเชิงสังคมวิทยาโดยทั่วไปและการศึกษาเชิงชาติพันธ์เกี่ยวกับชีวิตประจำวันเป็นเรื่องที่ช่วยได้  กล่าวคือเราต้องประเมินความสัมพันธ์ระหว่างทฤษฎีเควียร์กับสังคมวิทยาตั้งแต่ที่มันยังไม่ถูกกล่าวถึงหรือไม่ได้เป็นผลลัพธ์ของความสัมพันธ์นี้ ซึ่งจำเป็นต้องนำออกมาปฏิบัติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้   ทฤษฎีเควียร์มีต้นกำเนิดมาจากการถูกโจมตีว่าเป็นเรื่องของการสนใจเรื่องตัวบทมากเกินไป  เอ็บสตีนอธิบายว่าเรื่องของตัวตน การศึกษาแบบเควียร์เน้นงานเขียน และงานทางวัฒนธรรม โดยใช้เทคนิควิเคราะห์แบบนักคิดรื้อสร้างและจิตวิเคราะห์    การเคลื่อนไปพูดถึงเรื่องนี้และการไม่ใช้กรอบสังคมวิทยาแบบเดิมๆ  นักคิดเควียร์ทั้งหลาย เช่น ซีดแมนและเอ็บสตีน อธิบายให้เห็นว่าการศึกษาทางสังคมวิทยาในทศวรรษ 1960-1980 สะท้อนภาพงานศึกษารุ่นแรกๆที่อธิบายเรื่องเกี่ยวกับเกย์และเลสเบี้ยนอย่างไร (เช่น กรอบคิดแบบผลิตสร้างทางสังคมที่อาศัยทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์และทฤษฎีตีตรา)  อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1980 แนวคิดแบบผลิตสร้างทางสังคมถูกท้าทายด้วยทฤษฎีเควียร์ที่เปลี่ยนการถกเถียงจากการอธิบายโฮโมเซ็กช่วลสมัยใหม่ไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับงานศึกษาที่พยายามแบ่งแยกรักต่างเพศกับรักเพศเดียวกัน  คี นามัสเต ชี้ว่าทฤษฎีเควียร์แบบหลังโครงสร้างนิยมเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าการมองแบบแคบๆที่มองแต่ตัวตนของรักเพศเดียวกัน ซึ่งนำไปสู่การศึกษาความเป็นรักต่างเพศในเชิงสังคมวิทยา
            นามัสเต(1996) กล่าวว่าแทนที่จะมองเกย์ เลสเบี้ยน และไบเซ็กช่วลเป็นตัวตนหรือชุมชนที่จะถูกค้นหา สังคมวิทยาแนวหลังโครงสร้างจะช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับอาการที่ความเป็นรักต่างเพศถูกสร้างมาจากสังคม  ในกรณีนี้ เช่นเดียวกับการใช้คำระหว่าง “ข้างนอก” “ข้างใน” เคยมีประโยชน์ในการมองดูพัฒนาการของชุมชนรักเพศเดียวกัน เช่นเดียวกับการสร้างอำนาจครอบงำของรักต่างเพศ  นามัสเตชี้ว่ามีความจำเป็นที่จะใช้แนวคิดแบบสังคมวิทยาหลังโครงสร้างในการศึกษาเพศวิถี เพื่อที่จะมองเห็นว่ามีการแสดงตัวตนที่มิใช่รักต่างเพศอีกมากมาย  สิ่งนี้จะช่วยให้เราตระหนักถึงอันตรายเกี่ยวกับการอธิบายความเป็นรักต่างเพศและรักเพศเดียวกันซึ่งต้องพิจารณาถึงการแสดงออกทางเพศและเพศสภาพที่มีอยู่อีกมากมาย
            ผู้เขียนพบว่ามันช่วยสนับสนุน บนพื้นฐานของการเข้าใจระหว่างเวทีพูดคุยและบรรยายภายใต้หัวข้อ Queer Today....? ซึ่งทำให้เห็นความสำคัญที่ว่า การเน้นย้ำของเควียร์ต่อเรื่องการทำลายล้าง และตัวตนเควียร์ที่ถูกนิยามแบบแคบๆ  (เกย์ และเลสเบี้ยน) เช่นเดียวกับวัตถุวิสัย เช่นเพศวิถีและชุมชน  แคร์ เฮมมิงและฟีลิซิตี เกรซมองว่าสิ่งนี้มีประโยชน์ต่อการทำให้ความสนใจต่อการหาตั้งคำถามกว้างขึ้นไป  ต่อมาในการเสวนาครั้งที่สองเรื่อง Queer Too....? เริ่มด้วยเรื่องการปฏิบัติและประสบการณ์ในชีวิตประจำวันซึ่งช่วยสร้างชีวิตแบบเควียร์ให้เรา การนำความคิดเควียร์มามองชีวิตประจำวันช่วยให้เราเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างอัตลักษณ์ทางเพศสภาพและเพศวิถีได้  สิ่งนี้จะทำให้เราตั้งคำถามต่อความเกี่ยวข้องและอัตลักษณ์ซึ่งมองเห็นอาณาบริเวณของการปฏิบัติและขบวนการในชีวิตประจำวัน รวมทั้งความสัมพันธ์ที่เรามีต่อการเทคโนโลยีสื่อสาร  ในการมองแบบนี้ ผลลัพธ์จากการศึกษาเชิงชาติพันธุ์ในฐานะเป็นวิธีการตรวจสอบชีวิตประจำวันควรจะเป็นสิ่งที่ทุกคนได้ประโยชน์

ปฏิบัติการทางเทคโนโลยีของการออนไลน์และออฟไลน์ในชีวิตประจำวัน

            ซิลเวอร์สโตน(1995) กล่าวว่า ภายในอาณาบริเวณชีวิตประจำวันซึ่งบุคคลและกลุ่มคนสามารถเป็นผู้กระทำด้วยตัวเอง ซึ่งความเป็นตัวเองของพวกเขาและอุปสรรคที่มีต่อพวกเขา จะช่วยให้เกิดการสร้างและการจรรโลงโลกแห่งชีวิต วัฒนธรรมและคุณค่าที่พวกเขามี ในอาณาบริเวณชีวิตประจำวันซึ่งความเป็นปกติของโลกจะถูกแสดงออก ซึ่งกิจกรรมต่างๆจะเกิดขึ้นอย่างมีบุคลิกที่สำคัญและมองเห็นได้ ในการใช้ชีวิตประจำวันซึ่งเราสามารถสังเกตและพยายามเข้าใจเรื่องเด่นๆของข้อมูลและเทคโนโลยีในการกระทำของมนุษย์ที่จะเข้าใจโลก ทั้งที่เป็นส่วนตัวและสาธารณะ
            เมื่อ 15 ปีที่แล้วมา โรเจอร์ ซิลเวอร์สโตน, อีริค เฮิร์ช และเดวิด มอร์ลีย์ ทำงานเชิงชาติพันธุ์เกี่ยวกับการปฏิบัติในการใช้เทคโลโนยีสื่อสารในครอบครัวเดียว  การศึกษาของพวกเขาเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การศึกษาผู้ดูโทรทัศน์แตกกระจายด้วยการเผชิญหน้ากับความซับซ้อนทางสังคมและวัฒนธรรม  การตีความเนื้อเรื่องและการศึกษาการรับรู้ของผู้ชมเป็นเช่นเดียวกับการแยกพิจารณาแต่เรื่องสื่อและตัวบท ซึ่งดูเหมือนไม่ค่อยน่าสนใจ  ในแง่หนึ่งการศึกษาแบบนี้ช่วยให้เกิดการสะท้อนวิธีวิทยาที่พัฒนามาจากการเข้าไปเก็บข้อมูลการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น คำถามที่สนใจความเป็นไปได้และข้อจำกัดของการสัมภาษณ์เชิงคุณภาพ การสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม การทำให้เป็นรูปธรรม และการสะท้อนกลับซึ่งสร้างขึ้นโดยผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยและนักวิจัยเอง  ในอีกแง่หนึ่ง  ทำให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับครัวเรือนและพรมแดนในครัวเรือนในฐานะเป็นพื้นที่เศรษฐกิจเชิงศีลธรรม ซึ่งเต็มไปด้วยเทคโนโลยรสื่อสารสมัยใหม่และเก่า และการใช้สื่อในฐานะเป็นตัวบท เช่นเดียวกับเทคโนโลยีที่เกี่ยวโยงกับระบบเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางสังคมภายในการทำงานทางเศรษฐกิจแบบเป็นทางการและมีเป้าหมายชัดเจนและสังคมของสาธารณะ  การศึกษาเช่นนี้ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติการเชิงเพศสภาพของครัวเรือนและครอบครัว เพื่อที่จะสร้างและค้ำจุนอำนาจและอัตลักษณ์ของครอบครัว (สำหรับสมาชิกในครัวเรือนที่จะทำแบบเดียวกัน)ในฐานะเป็นหน่วยทางวัฒนธรรม สังคมและเศรษฐกิจ   ไอลีน กรีนเคยชี้ว่าเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ที่จะพูดถึงความแตกต่างและในช่วงเวลาของเศรษฐกิจเชิงศีลธรรมที่มีความขัดแย้งกัน มากกว่าที่จะมองแค่เศรษฐกิจของครัวเรือนอย่างเดียว  การศึกษาเชิงชาติพันธุ์ของซิลว่า(2000) เกี่ยวกับชีวิตครอบครัว ชี้ให้เห็นถึงเศรษฐกิจเชิงศีลธรรมที่มีอิทธิพลต่อการซื้อเทคโนโลยีสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีนั้น
            บ้านในฐานะเป็นพื้นที่เฉพาะของชีวิตประจำวัน  ถึงแม้ว่าจะมีความซับซ้อนในเชิงแนวคิด แต่ก็พิสูจน์ว่าเป็นการเห็นถึงแนวที่หลากหลายของการตั้งคำถามต่อเรื่องการใช้สื่อ การจัดสรรสื่อ และการรับสื่อ และสิ่งเหล่านี้ก็ยังต้องค้นหาต่อไป  ในเรื่องดังกล่าว เราต้องระมัดระวังที่จะไม่ทำให้แนวคิดเกี่ยวกับครอบครัว ครัวเรือนและบ้านกลายเป็นเรื่องของอุดมการณ์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม และเป็นสิ่งที่หยุดนิ่ง ในหลายปีที่ผานมา ความตั้งใจมีให้กับปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ครัวเรือนและครอบครัว  และการใช้เทคโนโลยีสื่อสารในครัวเรือนซึ่งทำให้เกิดงานวิจัย เป็นการย้ำถึงตำแหน่งที่เราต้องพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมทางสื่อทุกๆด้านมากกว่าจะถามเกี่ยวกับการใช้สื่อแบบแยกส่วน หรือมองไปที่การเมืองในชีวิตประจำวันที่เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีและการปฏิบัติทางเทคโนโลยีเฉพาะ   สิ่งที่เป็นหลักฐานจากการศึกษานี้คือ สื่อทุกอย่างเป็นตัวแทนของโลกชีวิตของเรา และสื่อบางอย่างอาจมีบทบาทในทางที่ต่างกัน ในเวลาที่ต่างกัน สื่อชนิดใหม่ไม่ได้แทนที่สื่อชนิดเก่า แต่จะมีที่ทางของมันเองในบ้านผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ยของการบริโภคที่ซับซ้อนเช่นเดียวกับการมาบรรจบกันของเทคโนโลยีต่างๆ
            งานวิจัยบางเรื่องที่พูดถึงกระบวนการเกี่ยวกับการทำให้เทคโนโลยีสื่อสารเป็นเรื่องครัวเรือน และการเมืองเชิงเทคโนโลยีของชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไปโดยมองไปที่การจัดสรรสื่อชนิดใหม่ที่เน้นย้ำการตรวจสอบเพศสภาพในแง่ที่ว่าผู้หญิงและผู้ชายทำอะไรกับเทคโนโลยี    มุมมองนี้ช่วยให้เรามองเห็นว่าเทคโนโลยีในครัวเรือนสามารถท้าทายความสัมพันธ์ทางเพศสภาพที่มีอยู่ก่อนได้อย่างไรโดยมองไปที่การแบ่งแรงงานในครัวเรือนเช่นเดียวกับเทคโนโลยีในครัวเรือนที่เหมาะกับเพศสภาพบางแบบ การเข้าถึงทรัพยากรของครัวเรือนโดยดูจากความเป็นเพศ และความแตกต่างทางเพศสภาพที่จะมีเวลาว่างจากงานประจำวันในครัวเรือน    อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนต้องการที่จะอธิบายว่ามุมมองนี้บอกให้เรารู้น้อยมากเกี่ยวกับความเป็นหญิงและความเป็นชายที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้หญิงและผู้ชายในบริบทของการใช้เทคโนโลยีสื่อสารในชีวิตประจำวัน หรือละเลยที่จะทำความเข้าใจว่าอัตลักษณ์เพศสภาพนี้ไม่สามารถนำมาใช้ได้ลอยๆหรือนำไปเทียบกับร่างกายตามธรรมชาติได้ง่ายๆ  นอกจากนั้น อาจโต้แย้งได้ว่าการศึกษาเหล่านี้ยังคงมองไปที่ครอบครัวเดี่ยวที่อาจมีลักษณะหลากหลายของการมีพ่อหรือแม่คนเดียวในบ้าน  ประเด็นก็คือ ไม่ใช่การตั้งคำถามต่อความถูกต้องของครัวเรือนและรูปแบบของครอบครัว แต่บทความนี้ต้องการชี้ให้เห็นภาพมืดบอดที่เกิดกับการตั้งคำถามเกี่ยวกับเพศวิถีและอัตลักษณ์ทางเพศ ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกตรวจสอบและดูเหมือนจะยังเป็นสิ่งที่ถูกยอมรับโดยทั่วไปหรือถูกเข้าใจแค่ความเป็นรักต่างเพศเท่านั้น  ในทางตรงกันข้าม สิ่งนี้อาจทำให้เราไม่เข้าใจเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางเพศและเพศสภาพที่มีพรมแดนเชื่อมต่อกัน ซึ่งถูกต่อรองและถูกสร้างแบบอ้อมๆผ่านการใช้เทคโนโลยีสื่อสาร การสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีและเพศสภาพควรจะพิจารณาในแนวทางที่ความสัมพันธ์นี้อาจเป็นเรื่องเซ็กส์ การตั้งคำถามไม่ใช่แค่เรื่องผลกระทบของเพศวิถีนอกกรอบที่โยงใยถึงเพศสภาพ แต่ควรรื้อสร้างอัตลักษณ์เพศสภาพของรักต่างเพศด้วย   เศรษฐกิจเชิงศีลธรรมในครัวเรือน ความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ส่วนตัวและสาธารณะ ประสบการณ์ของชีวิตการงานและเวลาว่างของเราได้สร้างข่ายใย ซึ่งอัตลักษณ์เพศสภาพจะทำให้เกิดการสร้างอัตลักษณ์ทางเพศ  เทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ ในวิถีทางที่มันเกี่ยวข้องในฐานะตัวบทและเทคโนโลยี ได้ทำให้เกิดวิธีการของการแสดงออก การเชื่อมโยง และการให้รายละเอียดอัตลักษณ์เหล่านี้และจะถูกทำให้มีตัวตนอีกในระหว่างที่เกิดกระบวนการเหล่านี้ ในแง่นี้ เราอาจไม่เพียงแต่จะถามว่าอะไรที่กลายเป็นคอมพิวเตอร์และการปฏิบัติเชิงคอมพิวเตอร์ที่ออนไลน์และออฟไลน์ ด้วยการมองไปที่แม่ ภรรยา ลูกๆ และคนอื่นๆ แต่ยังถามว่าครัวเรือน ครอบครัวและสมาชิกในครอบครัวได้นำสิ่งที่เทคโนโลยีได้มอบไว้ให้ไปใช้ในการสร้างสำนึกของการปฏิบัติต่างๆได้อย่างไร และความเป็นไปได้และข้อจำกัดอะไรที่อาจเกิดขึ้นมา  เทคโนโลยีสื่อสารไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบ่งชี้ถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่มีเพศสภาพเท่านั้น แต่มันสามารถเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจรักต่างเพศซึ่งในความเป็นวัตถุวิสัยและความเป็นตัวบทของมันจะกลายเป็นตัวบ่งชี้ของความแตกต่างทางเพศซึ่งเป็นตัวแทนอำนาจการเมืองเชิงเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน
            การมองแบบชาติพันธุ์แนวเควียร์สามารถทำให้พรมแดนระหว่างสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มีความคลุมเคลือเพื่อที่จะศึกษาชีวิตประจำวัน เพศสภาพ และเพศวิถี ตัวอย่างเช่น การใช้ทฤษฎีของบัตเลอร์เรื่องการแสดงของเพศสภาพ (1990) และการตรวจสอบด้วยการตั้งคำถามเชิงประจักษ์ การทำให้สิ่งนี้เชื่อมโยงกันผ่านพรมแดนของสาขาวิชาต่างๆจะทำให้เราตั้งคำถามต่อสมมุติฐานที่ยืนยันในความต่อเนื่องระหว่างด้านที่เป็นเพศสรีระและการปฏิบัติเชิงเพศสภาพ โดยไม่มองวิธีคิดแบบสัมพัทธ์นิยมหลังโครงสร้างที่อยู่อีกด้านหนึ่ง  นอกจากนั้น การมองแบบชาติพันธุ์เควียร์ทำให้เราสามารถมองเห็นพื้นที่ ตำแหน่งแห่งที่ สภาพของชีวิต และรูปแบบของการอยู่ร่วมกันของคำถาม ถึงแม้ว่าศักยภาพของคุณค่าที่จะเข้าใจการปฏิบัติเชิงเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันยังคงห่างไกลจากความสนใจทางสังคมวิทยากระแสหลักก็ตาม

การศึกษาแบบองค์รวมต่อการใช้เทคโนโลยีสื่อสาร

การศึกษาในหัวข้อไซเบอร์เควียร์ นีน่า เวคฟอร์ดให้ความสำคัญกับปัญหามากมายที่มีอยู่ในงานวิจัยในช่วงปัจจุบัน  ปัญหามีตั้งแต่ความลังเลที่จะข้ามพ้นไปจากกระบวนทัศน์กระแสหลักของทฤษฎีเควียร์ ซึ่งเพศวิถีกลายเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนเชื้อชาติและเพศสภาพยังคงเป็นสิ่งคงที่ ไปจนถึงการเฉลิมฉลองของอัตลักษณ์แบบโพสต์มอเดิร์นซึ่งมีความลื่นไหลและเป็นการแสดง และขาดความสนใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายเมื่อคอมพิวเตอร์ถูกเปิดและถูกปิดลง  บทความนี้ต้องการเสนอแนะว่าเรื่องท้าทายที่มาจากการตั้งคำถามแบบไซเบอร์เควียร์เกิดมาจากงานศึกษากระแสหลักเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตและพื้นที่เสมือนจริง ความตึงเครียดและปัญหาบางอย่างซึ่งเกิดขึ้นมาแล้วเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่จะทำให้ประสบการณ์ออนไลน์และออฟไลน์แยกจากกัน หรือการให้ความสำคัญกับการออนไลน์มากกว่าการออฟไลน์  มาเรีย บัคคาร์จีวา(2005) อธิบายเกี่ยวกับชุมชนเสมือนจริงว่าการศึกษาที่นำเอาประสบการณ์ออนไลน์ไปรวมกับประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของผู้ใช้สื่อ รวมทั้งงานทางมานุษยวิทยาที่ศึกษาเชิงประจักษ์ยังมีไม่มากนัก  มาเรียอ้างถึงงานของเวลแมนและกูเลีย(1999) โดยกล่าวว่าการอธิบายในเรื่องนี้ถูกมองผ่านการแบ่งแยกขั้วระหว่างชุมชนเสมือนจริงกับชุมชนในชีวิตจริงแบบผิดเพี้ยน  การแยกขั้วแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น   นักวิชาการหลายคนได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการวิจัยอินเตอร์เน็ตในช่วงเวลาต่างๆซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990  ตัวอย่างเช่น แคที วอร์ด อธิบายให้เห็นว่าการถกเถียงในยุคแรกๆสนใจเรื่องความจริงที่ปรากฎอยู่ในการออนไลน์ ซึ่งมักจะมองแบบอุดมคติและมองโลกแง่ดี และมักจะมีความคิดว่าโลกทางกายภาพและโลกเสมือนจริงอยู่กันคนละด้านในความสัมพันธ์แบบคู่ตรงข้าม  เราสามารถพบความกระตือรือรนที่จะมีหวังแบบนี้เช่นเดียวกับการพัฒนาข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นในงานวิจัยกระแสหลัก เช่นเดียวกับในงานของเฟมินิสต์และเควียร์     ลีช ลีฟโรว์ ชี้ว่า ในระดับวงเล็กๆ กรอบคิดแบบการผลิตสร้างทางสังคมและการศึกษาเชิงชาติพันธุ์ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 เป็นต้นมานั้นให้ข้อมูลเกี่ยวกับการถกเถียงและความเข้าใจที่มากขึ้นเกี่ยวกับ “เรื่องภายใน” ของการใช้และการสร้างความหมายของสื่อชนิดใหม่   ลีชเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มีอิทธิพลมากต่อวัฒนธรรมศึกษาของอเมริกา และสื่อมวลชนศึกษาของอังกฤษ ซึ่งท้าทายการศึกษาแบบนักชี้วัดโดยนักวิชาการ เช่น จอห์น ไนส์บิต, อัลวิน ทอฟเลอร์ และโฮเวิร์ด ไรน์โกลด์   บทความนี้ต้องการเสนอแนะว่า ข้ามพ้นไปจากความพยายามที่จะให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องระหว่างประสบการณ์ออนไลน์และออฟไลน์ซึ่งเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากการพิจารณาแบบสะท้อนตัวตนและความเข้าใจภายในเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการศึกษาเชิงชาติพันธุ์ต่อประเด็นการใช้อินเตอร์เน็ตและชีวิตประจำวัน เช่นเดียวกับการศึกษาของ จอร์แดน (1999) และมาร์คแฮม(1998) ซึ่งชี้ว่ายังมีแนวคิดอีกมากที่จะขยายขอบเขตเกี่ยวกับการวิจัยเชิงประจักษ์บนฐานของการทำงานภาคสนามแบบชาติพันธุ์
            การศึกษาเพศวิถีและอัตลักษณ์ทางเพศได้ค้นพบ “วัตถุแห่งรัก” ในสื่อชนิดใหม่และอินเตอร์เน็ตที่มีลักษณะเฉพาะ  อิทธิพลของทฤษฎีเควียร์ที่มีมายาวนานเกี่ยวกับการศึกษาตัวบท (Textualism)  สามารถสืบค้นไปในงานวิจัยเควียร์ที่ศึกษาพื้นที่และปฏิสัมพันธ์ของการออนไลน์  ในขณะที่มีการตีความเชิงวิพากษ์ของการศึกษาแนวนี้ สามารถช่วยให้เราเข้าใจว่าปฏิสัมพันธ์แบบไหนที่จะเกิดขึ้น และมันจะถูกจัดการและถูกแสดงออกอย่างไรบ้าง (เช่น เซ็กส์เสมือนจริง การหาคู่ออนไลน์ และสลับขั้วเพศสภาพ) การศึกษาในแนวนี้ทำให้เราคาดเดาเกี่ยวกับความหมายเชิงการเมืองและวัฒนธรรมของชีวิตประจำวันแบบเควียร์และแบบรักต่างเพศ  ทางที่ปูไว้ให้ในงานวิจัยกระแสหลักเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตให้ความรู้เกี่ยวกับการสร้างตัวตนในชีวิตจริงของชีวิตในโลกเสมือนจริง เช่นเดียวกับการศึกษาชีวิตของเควียร์ในอินเตอร์เน็ต ตัวอย่างเช่น สนใจเรื่องการย้ายสถานที่และย้ายความสัมพันธ์ ในวัฒนธรรมและชุมชนเกย์ “ในโลกความจริง” ไปสู่กิจกรรมออนไลน์ สิ่งนี้แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างกันเช่นเดียวกับการแยกจากกัน  การใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อศึกษาวัฒนธรรมเกย์ในญี่ปุ่น มาร์ค แม็คเลลแลนด์ พบว่าคำอธิบายในอินเตอร์เน็ต(ข้อมูลส่วนตัวในอินเตอร์เน็ต) สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซ็กส์ในชีวิตจริงได้อย่างรวดเร็ว  มาร์คชี้ให้เห็นอย่างวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนความเข้าใจของเขาที่มีต่ออินเตอร์เน็ต โดยกล่าวว่าจากข้อมูลเกี่ยวกับคนรักเพศเดียวกันในญี่ปุ่นไปจนถึงพื้นที่สังคมในชุมชนเกย์ซึ่งบอกให้เรารู้เกี่ยวกับเซ็กส์ระหว่างชายกับชายซึ่งถูกต่อรองในการออนไลน์และบ่งบอกเป็นนัยว่าสิ่งนี้อาจเกิดขึ้นกับปฏิสัมพันธ์แบบตัวต่อตัวก็ได้  สิ่งสำคัญคือ มาร์คชี้ว่าเป็นความจริงที่เขาติดตามความสัมพันธ์ในโลกเสมือนโดยไปดูการพบเจอกันแบบตัวจริงซึ่งทำให้เขาตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างการคาดหวังในโลกเสมือนจริงกับโลกความจริง    สิ่งที่ตามมาคือ การเผชิญหน้าในการออนไลน์กลายเป็นประสบการณ์เซ็กส์ในชีวิตจริง คู่ขาของมาร์คจะกลายเป็นผู้ให้ข้อมูลและความพยายามของมาร์คเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลในโลกเสมือนจริงเปลี่ยนเป็นการศึกษาชีวิตออนไลน์และออฟไลน์แบบองค์รวม    คริส เบอร์รีและฟราน มาร์ติน ศึกษาเกี่ยวกับบทบาทของไซเบอร์สเปซในกลุ่มเควียร์ไต้หวันและเกาหลี เป็นการศึกษาที่ดีสำหรับความต้องการที่จะย้ำเรื่องความเกี่ยวโยงกันระหว่างกิจกรรมออนไลน์และออฟไลน์ ในบริบทของการวิจัยนี้ พวกเขาพบว่าชุมชนออนไลน์แบบไม่เป็นทางการไม่ใช่ถูกรวมอยู่กับกิจกรรมออฟไลน์เท่านั้น แต่ยังช่วยให้เกิดความสัมพันธ์ที่ไม่มีการออนไลน์แบบใหม่ เช่นเดียวกับการกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวของเควียร์ ซึ่งมาพบเจอกันในเครือข่ายออนไลน์และออฟไลน์
            บทความนี้จะนำข้อสังเกตเหล่านี้มาพิจารณาโดยเสนอความคิดเห็นและข้อสังเกตหลายประการที่วางอยู่บนงานวิจัยซึ่งมีการอ้างการวิจัยทางชาติพันธุ์ของผู้เขียนบทความเอง ที่อธิบายเกี่ยวกับการกระทำทางเทคโนโลยีของครัวเรือนที่มีผู้หญิงเป็นศูนย์กลางในเมืองบริจตัน ประเทศอังกฤษ  ประการแรก  จะชี้ให้เห็นว่าความสำคัญของการศึกษาเพศวิถีแบบเควียร์เริ่มเกิดขึ้นในอินเตอร์เน็ตก่อนและเกี่ยวข้องกับกิจกรรมและประสบการณ์ต่างๆ  เราอาจมองไม่เห็นสื่อเทคโนโลยีแบบอื่น และการปฏิบัติทางสาธารณะและส่วนตัวในชีวิตประจำวันที่มีการสร้างตัวตนและอัตลักษณ์ทางเพศและเพศสภาพ  ดังที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีความจำเป็นที่จะชี้ให้เห็นถึงเพศสภาพและเพศวิถีที่อยู่ในงานวิจัยกระแสหลักที่ศึกษาเทคโนโลยีสื่อสารและชีวิตประจำวัน ตราบเท่าที่ยังมีความต้องการการศึกษาแบบเควียร์เพื่อที่จะเข้าใจความจริงที่เห็นเป็นประจำเกี่ยวกับชีวิตเกย์เลสเบี้ยน ซึ่งเฮลเพอรินเคยพูดถึงมาแล้ว  ในบริบทนี้ สถานที่และจุดเริ่มต้นอื่นๆที่เป็นไปได้สำหรับการตั้งคำถามเชิงวิจารณ์ต่อการใช้เทคโนโลยีสื่อสาร เพศสภาพ และเพศวิถี สามารถหาได้ในพื้นที่ครัวเรือนและครอบครัว ซึ่งยังคงเป็นเรื่องที่ยังไม่มีการวิจัย ไม่เหมือนกับเรื่องครัวเรือนของครอบครัวเดี่ยว  การเลือกศึกษาครัวเรือนที่มีผู้หญิงเป็นศูนย์กลางสำหรับผู้เขียนเอง พบว่าสถานที่ที่ผู้หญิงแสดงตัวตนว่าเป็นเลสเบี้ยน ไบเซ็กช่วล หรือรักต่างเพศเป็นพื้นที่ศูนย์กลางและจุดเริ่มต้นสำหรับการตั้งคำถามเชิงประจักษ์ สิ่งนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ซึ่งทำให้เรามองไปที่การศึกษาเรื่องราวชีวิตที่หลากหลายและรูปแบบของการอยู่ร่วมกัน ซึ่งเคยถูกทำให้ตกขอบหรือถูกทำเป็นสัญลักษณ์ตามธรรมเนียมของการศึกษาสื่อและสังคมวิทยา  พื้นที่ครัวเรือนนี้ทำให้เกิดการประเมินซ้ำถึงพฤติกรรมของกระบวนการทำให้เป็นเพศสภาพที่กำลังล่มสลาย โดยมองไปที่ร่างกายทางเพศที่อยู่ในฐานะผู้รบกวนความเป็นชายและหญิง เช่นเดียวกับคู่ตรงข้ามระหว่างรักต่างเพศและรักเพศเดียวกัน  การศึกษานี้ยังช่วยให้มองเห็นแบบองค์รวมและมีความเฉพาะเกี่ยวกับการกระทำทางเทคโนโลยีที่ถูกเชื่อมอยู่กับแรงงานในครัวเรือน การใช้เวลาว่าง และการทำงาน  นอกจากนั้น การมองดูบริบทนี้สามารถช่วยให้เรามองเห็นการปฏิบัติทางเพศสภาพในแง่ของบบรทัดฐานรักต่างเพศและการเผชิญหน้ากับเทคโนโลยี
            ประการที่สอง ยังคงมีความพร้อมในงานวิจัยไซเบอร์เควียร์ที่จะมองหาตำแหน่งแห่งที่ของตัวตนของเลสเบี้ยน เกย์ ไบเซ็กช่วลและคนข้ามเพศ  จึงมีการใช้ “เควียร์” ในฐานะเป็นการอธิบายแบบสั้นๆเพื่อบ่งบอกถึงคนหลายกลุ่มซึ่งจะถูกมองว่าเป็นพวกนอกกรอบ สิ่งนี้อาจจะเถียงกันได้ อาจเป็นการสร้างคู่ตรงข้ามระหว่างเควียร์กับรักต่างเพศโดยการชี้ให้เห็นความซับซ้อนและการท้าทายของการสร้างตำแหน่งแห่งตัวตนทุกๆแบบ เช่นเดียวกับการปล่อยให้ตัวตนตามกรอบไม่ถูกตรวจสอบ  การตัดสินใจมิใช่การจำกัดขอบเขตหรือตีตราครัวเรือนให้อยู่กับเลสเบี้ยนหรือเควียร์ที่แสดงตัวตนเป็นหญิง แต่เป็นการมองไปที่การแสดงออก การสร้าง และการเชื่อมโยงอัตลักษณ์ทางเพศและเพศสภาพในช่วงเวลายาวนานและต่อเนื่องซึ่งจะทำให้เข้าใจธรรมชาติที่ไม่แน่นอนและความไม่คงที่ของตำแหน่งตัวตนใดๆก็ตาม ผู้หญิงบางคนได้ต่อรองและแก้ไขนิยามอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเองตลอดช่วงเวลาหลายปี
            ประการที่สาม อาจอธิบายได้ว่าเพศสภาพที่อยู่ภายใต้เพศวิถี หรือเพศแบบอื่นๆซึ่งถูกวิเคราะห์จะขัดขวางเราในการประเมินความตึงเครียดที่เกิดจากการทำงานที่มีเรื่องของการเกี่ยวโยงสิ่งต่างๆ  วิถีทางที่อัตลักษณ์ของเพศสภาพกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นหญิงและความเป็นชายที่ตายตัวสามารถถูกสำรวจได้มากขึ้นเมื่อมันถูกมองในบริบทของอัตลักษณ์ทางเพศ  ตัวอย่างเช่น มีความแตกต่างทางอำนาจระหว่างการแสดงความเป็นหญิงแบบเลสเบี้ยน  ผู้หญิงที่เป็นเลสเบี้ยน หรือความเป็นหญิงแบบรักต่างเพศ (ถึงแม้ว่า บางเวลามีการแสดงออกโดยผู้หญิงที่นิยามว่าตนเองเป็นเลสเบี้ยน หรือถูกปฏิเสธโดยผู้หญิงที่นิยามว่าตนเองเป็นรักต่างเพศ)  ผู้หญิงทุกแบบในการศึกษาของผู้เขียนมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับการแสดงตัวตนภายใต้กรอบความคิดเพศสภาพตามบรรทัดฐานของรักต่างเพศ  การเข้าแทรกแซงและการก้าวล่วงของผู้หญิง เช่นเดียวกับการพลาดพลั้งที่จะมองหาทางหลีกหนีหรือทำลายตัวแบบทางเพศและเพศสภาพ เป็นสิ่งที่ถูกให้ความสำคัญในระหว่างที่มีการสัมภาษณ์พวกเธอ  อาจกล่าวได้ว่ากระบวนการสัมภาษณ์ในตัวมันเองทำให้ผู้หญิงมีความตระหนักและสะท้อนตัวตนมากขึ้นกว่าการที่พวกเธอใช้ชีวิตอยู่ในยามปกติในแต่ละวัน  ในแง่นี้ อาจกล่าวได้ว่าข้อค้นพบของผู้เขียนมาจากการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและการสนทนาแบบไม่เป็นทางการที่เปิดเผยให้เห็นการชักจูงของตำแห่งเพศสภาพตามจารีตแบบอ้อมๆ และเชิญให้ผู้หญิงรู้จักคิดเช่นเดียวกับการสร้างแบบไม่รู้ตัว
            การเมืองของชีวิตประจำวันเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือเรื่องบ้านและครัวเรือน เทคโนโลยีสื่อสารเป็นผู้เล่นสำคัญในการเชื่อมโยงและสร้างความคลุมเคลือให้กับพรมแดนเพศสภาพระหว่างพื้นที่ส่วนตัวและสาธารณะ  แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการเข้าถึงโลกเสมือนจริงยังต้องการแนวคิดที่จะทำความเข้าใจการบริโภคสื่อเทคโนโลยีในมิติองค์รวม  เมื่อพิจารณาถึงการใช้คอมพิวเตอร์ อีเมล์และอินเตอร์เน็ต ผู้หญิงในการศึกษาของผู้เขียนได้ท้าทายให้มีการสร้างพรมแดนของการใช้เวลาว่างและการทำงาน เช่นเดียวกับการเชื่อมโยงอัตลักษณ์ของเพศสภาพในการเป็นผู้หญิง เป็นแม่ เป็นคนทำงาน และเป็นคู่ชีวิตของความสัมพันธ์ทางเพศ เข้ากับการปฏิบัติทางเทคโนโลยีของพวกเธอ ในบริบทนี้ การใช้สื่อแบบเก่าและเทคโนโลยีสื่อสาร เช่น วิทยุ โทรทัศน์ และโทรศัพท์บ้านล้วนมีผลกระทบในทางที่พวกเธอถูกทำให้เป็นเพศสภาพและถูกมองว่ามีตำแหน่ง การทำให้เป็นปกติเช่นนี้ส่งผลต่อการปฏิบัติในชีวิตประจำวันในแง่ของการแสดงบุคลิกลักษณะตามพื้นที่และตามเวลาของพวกเธอ

เทคโนโลยีและอัตลักษณ์ทางเพศ และเพศสภาพ

            แซง(2000) กล่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีและเพศวิถีคือสิ่งที่อยู่ร่วมกัน  บทความนี้ได้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเพศสภาพ เพศวิถี ทฤษฎีเฟมินิสต์และเควียร์ เพื่อที่จะชี้แนะและสร้างแรงบันดาลใจถึงวิธีการและพื้นที่ของการตั้งคำถาม ซึ่งมองไปที่การศึกษาเทคโนโลยีสื่อสารชนิดใหม่  อาจกล่าวได้ว่า ถึงแม้เฟมินิสต์ และนักวิชาการกระแสหลักทั้งหลายจะตรวจสอบวิธีการซึ่งการใช้เทคโนโลยีสื่อสารและตัวบทในสื่อซึ่งถูกมองเป็นเรื่องเพศสภาพ แต่ไม่มีการเน้นย้ำถึงการตรวจสอบวิธีการที่อัตลักษณ์เพศสภาพจะเกี่ยวโยงสัมพันธ์กับอัตลักษณ์ทางเพศ และบทบาทของเทคโนโลยีสื่อที่ปรากฎอยู่ในกระบวนการสร้างอัตลักษณ์นี้เท่าใดนัก   การไม่สนใจนี้ทำให้มีการผลิตซ้ำของการวิเคราะห์แบบมิติเดียวต่อเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเพศสภาพและเทคโนโลยี   มันเป็นการกดทับการประเมินเกี่ยวกับความแตกต่างของการแสดงออกระหว่างความเป็นหญิงและชายแบบตายตัว ซึ่งเกิดขึ้นในการจัดเตรียมประสบการณ์ของความหลากหลาย และทำให้ประสบการณ์ของเพศวิถีและอัตลักษณ์ทางเพศเปลี่ยนไป แต่ที่สุดแล้วมันบดบังความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้เรื่องตัวตนทางเพศและเพศสภาพซึ่งปรากฎขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี
            ทฤษฎีเควียร์ มีการสร้างกรณีศึกษาที่โน้มน้าวใจสำหรับการพูดถึงเพศวิถีในฐานะเป็นชุดความคิดในการวิเคราะห์ ซึ่งยังคงทุกข์ทรมานจากการมองไม่เห็นเพศสภาพ  จากแนวโน้มของการสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับ “ไฮเปอร์” และจากความนิยมการมองเชิงตัวบทและนัยยะแฝงเร้นตามแนวการศึกษาทางสังคมวิทยา  ในบริบทนี้ อาจกล่าวได้ว่าการมองตามทฤษฎีและการปฏิบัติแบบเควียร์ที่ยังคงดำเนินต่อไปนั้น วิธีวิทยาและแนวคิดทฤษฎีจำนวนมากสามารถถูกสำรวจต่อไปได้  ประการแรก ถึงแม้ความเป็นประโยชน์ของเพศวิถีในฐานะหน่วยของการวิเคราะห์ จะไม่ถูกคาดคะเนมากเกินไป  มันไม่ควรจะถูกนำไปใช้แบบแยกต่างหาก และไม่ควรจะเป็นผลของการเลือกและการมองแต่เพศวิถีที่อยู่นอกกรอบ  แต่ยังต้องตั้งคำถามและตรวจสอบความเป็นรักต่างเพศอีกมากมาย  ผู้เขียนเชื่อว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาแบบเควียร์ที่พยายามให้ความสนใจและการเข้าไปแทรกซึมอยู่ในการวิจัยกระแสหลัก หนทางหนึ่งที่จะเข้าไปสู่ความคิดนี้ คือการให้ข้อมูลและการทำให้ทฤษฎีของเพศสภาพขยายกว้างออกไป โดยการตั้งคำถามเกี่ยวกับเพศวิถีและอัตลักษณ์ทางเพศ  ภาระกิจนี้ไม่สามารถทิ้งไว้กับนักทฤษฎีเฟมินิสต์เพียงลำพังได้
            ประการที่สอง การศึกษาสื่อและเทคโนโลยีสื่อสารเป็นสิ่งทำให้เราเข้าใจเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางเพศและเพศสภาพ ซึ่งกำลังเริ่มต้นที่จะสร้างตัวในการพุ่งไปที่เรื่องสภาพแวดล้อมและปฏิบัติการของการออนไลน์ เช่นเดียวกับการวิจัยที่เกิดขึ้นตามประเพณีอันยาวนานของการสำรวจตัวบททางวัฒนธรรม  ข้อถกเถียงในบริบทนี้ก็คือ ยังคงมีแนวคิดอีกมากในการตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ ซึ่งเน้นย้ำและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการออนไลน์และออฟไลน์  ระหว่างการปฏิบัติและประสบการณ์ของสื่อชนิดเก่าและชนิดใหม่  การเน้นเรื่องการตีความตัวบทอาจบอกให้เรารู้บางส่วนเกี่ยวกับเรื่องราวโดยการละทิ้งสิ่งที่มุ่งไปสู่การสร้างตัวบทและสภาพการณ์เกี่ยวกับการใช้สื่อ   ในที่นี้จะแนะนำว่าการเปลี่ยนมุมมองเควียร์ให้เหมาะกับการตรวจสอบการปฏิบัติทางเทคโนโลยีในฐานะที่เป็นส่วนของชีวิตประจำวัน     ดังนั้นการเมือง ปฏิบัติการและอัตลักษณ์ของเควียร์ต้องได้รับการกล่าวถึงในฐานะเป็นตัวแทนที่สร้างขึ้นโดยวัฒนธรรมของชีวิตประจำวัน  มากกว่าจะถูกทำให้เป็นตัวตนหรือรูปแบบของความเป็นบุคคลและการขับเคลื่อนทางการเมือง  ในบริบทนี้ ต้องการชี้ให้เห็นว่าเราสามารถขยายความเข้าใจและการค้นพบเกี่ยวกับการปฏิบัติเชิงเทคโนโลยีแบบเควียร์โดยการนำวิธีเชิงชาติพันธุ์ไปศึกษาครัวเรือนและสภาพแวดล้อมการทำงาน  พื้นที่ส่วนตัวและสาธารณะเพื่อที่จะสร้างคำอธิบายที่เกี่ยวกับการสร้างความหมายทางเพศและเพศสภาพในชีวิตประจำวัน   เมื่อทำเช่นนั้นแล้ว เราไม่ได้แค่เรียนรู้เกี่ยวกับการทำให้เทคโนโลยีชนิดใหม่มีความเป็นเพศ  และเพศนอกกรอบของไซเบอร์สเปซ เท่านั้น แต่ยังเป็นการเริ่มที่จะตั้งคำถามต่อการปฏิบัติของผู้คนที่ใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีด้วย  เราสามารถพิสูจน์ความหมายและการเป็นตัวบทเชิงสัญลักษณ์ เช่นเดียวกับความสามารถที่จะสร้างและท้าทายความหมายของบรรทัดฐานรักต่างเพศ    ตัวอย่างเช่น เราอาจใช้เชือกที่หรูหราเพื่อที่จะทำให้โทรทัศน์เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีเควียร์ และเปลี่ยนการไหล่บ่าของอำนาจที่มีอยู่ครัวเรือนผสมผสานระหว่างรักต่างเพศและเควียร์ หรือเราสามารถจัดวางโทรทัศน์ให้เป็นศูนย์กลางของห้องนั่งเล่นที่จัดขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของ “ความเป็นปกติ” เช่นเดียวกับกรณีแม่ที่เป็นเลสเบี้ยนที่ไม่มีคู่  เทคโนโลยีเก่าและใหม่จะถูกควบคุมและเป็นสิ่งที่ควบคุมอัตลักษณ์ทางเพศและเพศสภาพของเรา  ประสบการณ์ออนไลน์และออฟไลน์ และการต่อรองเป็นสัญญาณของการดำเนินไปเรื่อยๆเช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลง มากกว่าจะเป็นแค่รอยแยกในวัฒนธรรมและการปฏิบัติทางเทคโนโลยีของชีวิตประจำวันของเรา

แปลและเรียบเรียงโดย ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ จาก Irmi Karl. On/Offline: Gender, Sexuality, and the Techno-Politics of Everyday Life. In O'Riodan & Phillips. (eds.). Queer Online. New York, Peter Lang Publishing. 2007. pp.45-64.